Step by Step Guide on Starting a Successful Ecommerce Store

Cr: http://shopifynation.com/entrepreneurship/how-to-start-a-successful-ecommerce-store/

Step by Step Guide on Starting a Successful Ecommerce Store

Thinking about starting an eCommerce store, but you simply don’t know how?
การคิดถึงจุดเริ่มต้นการทำ eCommerce การมีร้านค้า Online บางที… มันดูง่ายจนไม่รู้จริงๆนั่นแหละว่าเริ่มยังไง?

Does it seem like an impossible challenge for you?
อะไรที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ สำหรับคุณ แต่มันท้าทายนะ

…you’re not alone.
ไม่ใช่คุณเพียงลำพัง ที่เริ่มคิดถึงมัน…
แน่นอน You Will Never Walk Alone [ผู้แปล]

When I started my first site, I was a hungry and novice entrepreneur (a.k.a a Wantrepreneur). I shelled out more than $40,000 of my hard earned cash developing an idea that I believed will work. I made all the mistakes there are to make such as attempting to implement all the features I assumed the users will need.
ตอนที่ผมเริ่มทำร้านค้า online ครั้งแรก ตอนนั้น ผมมีความกระหายใคร่รู้มากกับการจะเป็นผู้ประกอบการ ผมกะว่าสัก 40,000$  สำหรับการลงทุนเพื่อเริ่มต้นกับแนวความคิดและพัฒนาโดยเชื่อว่ามันจะสำเร็จ Yes!!!

In the end of the day, 90% of the features are useless, and there really is no demand for my app.
ท้ายที่สุด คุณรู้ไหมว่า  90% feature ที่ผมพัฒนามันไร้ประโยชน์ และจริงๆแล้ว ไม่มีอะไรสักกะอันที่เป็นที่ต้องการ

Long story short, my first entrepreneurial endeavor became my $40,000 mistake.
เรื่องราวนั้นจบ ลงอย่างรวดเร็ว, กับความพยายามเป็นผู้ประกอบ บนความผิดพลาดที่สูญเปล่าของเงิน 40,000$

To help you avoid the same (expensive) mistakes I’ve made, I will share with you the step-by-step methodology to start a successful eCommerce store.
เพื่อช่วยคุณไม่ต้องเป็นแบบผมกับความผิดพลาดในบทเรียนราคาแพง!!! ผมอยากจะแชรประสบการณ์นี้กับความคิดที่เป็นขั้นเป็นตอน ที่จะทำคุณประสบการณ์ความสำเร็จในการมีร้านค้า Online (eCommerce Store : [ผู้แปล])

Step #1 – Find a profitable niche
Step #1 – มองหา Niche ที่ทำกำไร

Sell what you like and what you know: When you are choosing a product, it’s important to pick something you know and are passionate about. Entrepreneurship already has a high learning curve, and you don’t want to make things even harder.
ขายอะไรก็ตามที่คุณชอบ และอะไรก็ตามที่คุณรู้ [ผู้แปล:เลือกจากที่สิ่งที่เราเชี่ยวชาญ] เมื่อคุณเลือก product มันสำคัญมากกับสิ่งอะไรก็ตามที่คุณชื่นชอบ และคลั่งไคล [ผู้แปล:are passionate]. ผู้ประกอบคือคนที่พร้อมจะเรียนรู้ และไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากเกินไป…

First, list all the things you like to buy and use in hobbies and daily activities.
อย่างแรก, ให้จดรายการทั้งหมดที่คุณชอบซื้อมาใช้ หรือใช้ในงานอดิเรก หรือกิจกรรมยามว่าง… หรือกิจกรรมในแต่ละวันคุณซื้ออะไร ชอบซื้ออะไร?

For example: If you’re into winter sports and like snowboarding, you might start an eCommerce shop in this niche. You can sell everything from boards, boots, goggles, helmets, gloves, jackets and other things related to snowboarding.
ยกตัวอย่าง, ถ้าคุณอยู่กีฬาฤดูหนาวและชอบการเล่น snowboarding [ผู้แปล:กีฬาชนิดหนึ่ง] คุณอาจจะเริ่มหาสินค้าที่เป็น Niche ที่ร้านค้าประเภทนี้ ซึ่งคุณก็จะสามารถขายได้ทุกอย่างนั่นแหละ เช่น boards, boots, goggles, helmets, gloves, jackets and other things related to snowboarding. [ผู้แปล: ไม่แปลทับศัพท์ให้ไปค้นดูรูปใน google เอาว่าหน้าตาเป็นอย่างไร]

Don’t forget that Tony Hawk started Birdhouse, his skateboarding company, because of his love for the sport. You can do the same based on what you like to do.
อย่าลืมว่า “Tony Hawk” ก็เริ่มต้นจาก BirdHouse [ผู้แปล:ลองหาข้อมูล Tony Hawk ใน google] บริษัทของเขาเกี่ยวกับ Skateboarding เพราะว่าเขารักในกีฬาชนิดนี้. ซึ่งคุณสามารถทำแบบเดียวกันกับสิ่งที่คุณชอบ…

To get started, here are some categories you can look into:
ลองเริ่มต้องมองหาสินค้าจากหมวดหมู่ต่อไปนี้…

  • Consumer electronics: Notebooks, printers, smartphones, TVs, digital cameras, video game consoles, etc.
  • Books. Both digital and printed.
  • Clothing and apparel: T-shirts, jeans, suits, dresses, shoes, watches, jewelry, etc.
  • Household goods: Air conditioners, furniture, washer, dryers, coffee machines, dishes, kitchen utensils, etc.
  • Office supplies: Paper clips, post-it notes, stables, cash registers, photocopiers, pens, paper, etc.
  • Sporting goods: Football, basketball, flying discs, surfing boards, skates, skis, cricket spikes, nets for tennis, golf clubs, protective equipment, gym equipment, etc.
  • Pet supplies: Food, toys, appeal, treats, litter, beds, aquariums, cleaners, cages, grooming, etc.
  • Tools: Knives, camping gear, etc.
    [ผู้แปล: ไม่แปลหมวดหมู่เป็นภาษาไทยเพราะ การใช้ทับศัพท์มีประโยชน์ในการค้าขาย online มากกว่าการรู้ภาษาไทย]

 

What do your friends and peers complain about? If you know people who occasionally complain about something, maybe they need a solution that can be delivered as a product or service.
อะไรเพื่อนๆ กลุ่มของคุณชอบพูดถึงมัน บ่น ไม่พอใจ…? ถ้าคุณรู้ว่าเวลาว่าง คนเหล่านั้นพูดถึงอะไร ชอบไม่ชอบอะไร มันก็อาจจะเป็นไปได้ว่าความต้องการของเขาคือมองหาอะไรสักอย่างที่สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ…

Even the slightest dissatisfaction with current products or distributors is a sign that there is a need for something better.
แม้จะเป็นความไม่พอใจเล็กๆน้อยๆ กับสินค้าหรือผู้บริการที่มีอยู่ปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นสัญญาณว่า ยังมีโอกาสหรือความต้องการสินค้าหรือบริการที่ดีขึ้น

It is often a good idea to further investigate and ask people questions like:
บ่อยครั้งที่ความคิดดีๆมาจากการศึกษาหรือสอบถามผู้คน ลูกค้าด้วยคำถามเหล่านี้

  • What are the things you’d like to buy online right now?
    อะไรที่คุณชอบซื้อ online?
  • What are your biggest challenges at the moment [in that niche]?
    อะไรที่คุณคิดว่าเป็นความท้าทายมากในขณะนี้ [ใน Niche กลุ่มนั้น] [ผู้แปล: เราต้องมีสินค้าในใจแล้วเราจึงไปถามหรือทำแบบสอบถามลูกค้า]
  • Is there something you can buy that will help you out in your situation?
    จะมีอะไรไหมที่คุณสามารถซื้อแล้วช่วยให้คุณแก้ปัญหาที่มีหรือเป็นอยู่? [ผู้แปล: บริการหรือสินค้าบางประเภทไม่ตอบสนองความต้องการ ซึ่งเราต้องถามเพื่อหาสินค้า ที่อยู่ในใจลูกค้าว่า ถ้ามีสินค้านั้นแล้วจะช่วยเขาได้ไหม?]
  • What are the hardest products for you to order and why?
    อะไรคือสินค้าที่ยากมากสำหรับ คุณในการสั่งและทำไม? [ผู้แปล:สินค้าหายาก หรือหาซื้อยาก และทำไมต้องซื้อ..]
  • Is there something your current provider is not offering you? What is lacking in their service?
    มีอะไรบ้างในปัจจุบันที่คิดว่าผู้ขาย ร้านค้าหรือผู้บริการการไม่สามารถนำเสนอคุณได้? พวกขาดสินค้าหรือบริการอะไรไป?

The answers to these questions could give you a good idea of what people are looking to buy.
คำตอบของคำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้มุมมองและความคิดดีๆ ว่าผู้คนมองหาอะไร และต้องการซื้ออะไร…

What are people complaining about on social media channels? Review posts and ask others on Facebook & LinkedIn groups, Google+ communities, Reddit, Quora, Forums, etc.
มีทางช่องSocial online อะไรบ้างละที่คนชอบไปบ่น/ระบาย?  [ผู้แปล:complaining] ลองดูพวก รีวิวสินค้า หรือถามหาสินค้าจาก Facebook LinkedIn
Google+ Reddit ตาม Forums ต่างๆ และ Quora เป็นต้น

Your end goal here must be to find out the biggest problem people have in your niche, so you’ll know what to offer them.
เมื่อได้ตามเป้าหมาย คุณต้องพบอะไรสักอย่างที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้คน/กลุ่ม ที่คุณกำลังมองสินค้าที่เป็น Niche สำหรับเขาและคุณ และก็นั่นแหละคุณจะรู้ว่า อะไรที่ควรจะเสนอหรือขายให้เขา….

For example:
ยกตัวอย่าง:

Imagine you have a neighbor who often complains about his cat peeing on the floor inside the house. To solve his problem, he might be very interested in buying things like a litter that kills the bad smell or lessons to litter box train the cat.
คุณจินตนาการว่า เพื่อนบ้านของคุณ คนที่ชอบบ่นเรื่องการฉี่ไม่เป็นที่เป็นทางบ่อยๆของแมว เช่น ตามผนังในบ้าน. อะไรละที่จะช่วยเขาแก้ปัญหานี้? เขาอาจจะกำลังสนใจซื้ออะไรสักอย่าง พวกน้ำยา ที่มันกำจัด กลิ่น หรืออะไรสักอย่างพวกคู่มือการฝึกแมวให้ฉี่เป็นที่เป็นทาง…

Check out the top selling items on Amazon and eBay: One of the best ways to further investigate your niche is to simply review the top selling lists on Amazon or eBay. By doing so, you will learn exactly what people are already buying so you don’t need to guess if there is a demand or not for your product.
โอเช งั้นเราลองไปดู สินค้าที่เป็น Top Seller ใน Amazon และ eBay กัน:  นี่ เป็น 1ทางที่ดีที่สุดสำหรับการค้นหา Niche ของคน ซึ่งก็ง่ายๆดู Review ของพวก สินค้า Top Selling ใน Amazon และ eBay  ด้วยการทำแบบนี้ มันจะทำให้คุณเรียนรู้จริงๆว่า สิ่งที่ผู้คนเคยซื้อนั้นมีอะไรบ้าง โดยคุณไม่ต้องไปเสียเวลาเดาว่ามีความต้องการหรือไม่…

Just go to Amazon Best Sellers and select your category of desired products from the bar on the left.
แค่ไปที่ Link Amazon Best Sellers แล้วก็เลือกหมวดที่คุณสนใจทางซ้ายมือ

Let’s say you want to further investigate Home & Kitchen -> Kitchen & Dinning. When you visit this page, you’ll see the following:
สมมติว่า คุณแค่ลองศึกษาในหมวดหมู่ Home & Kitchen -> Kitchen & Dinning. ลองเข้าไปใน Page แล้วจะพบสินค้าตามด้านล่างนี้

image01

It looks like the most popular product in this section is “Thermometer Instant-read Digital Temperature Gun with Laser Sight and Backlit LCD”. Who would have thought?
อืม…. มันดูเหมือนว่าคนชอบกันมาก เช่น “Thermometer Instant-read Digital Temperature Gun with Laser Sight and Backlit LCD
ผู้คนคิดยังไงกับมันนะ… [ผู้แปล:ดูจำนวนดาว หมายถึงคน Review เยอะมาก ปกติใน Amazon 1 Review จะมาจาก 10 – 20 Order แสดงว่ามีคนซื้อไปมากกว่า 4-5 พันชิ้นแล้ว]

Here is how to find the top selling items on eBay.
ถัดไป ที่นี้ เรามาดูวิธีการหา Top Selling ใน eBay กัน

First, log into your eBay account or sign up for one if you don’t have an account.
อย่างแรก Login ก่อน log into your eBay account หรือ สมัครสมาชิก ถ้าคุณยังไม่มี account นะ

image12

Then you need to scroll down to the bottom of the homepage and you’ll see 2 links: Top Products and What’s Popular.
จากนั้น ก็เลือก scroll down มาที่ด้านล่าง ของ Homepage จะเห็น 2 ลิ้งค์นี้ Top Products และ  What’s Popular.

Top Products is visually a more appealing section; however, What’s Popular contains links to all categories and subcategories. So choose the one that suits you best.
Top Products ที่เห็น มีหลายหมวดหมู่ แต่อย่างไรก็ตาม อะไรที่มันฮิตหรือขายดี มันก็มี หมวดหมู่ย่อยให้เลือก ก็ลองเลือกดู สักอันที่เหมาะกับคุณที่สุด…

For example: When you visit Top Products, you’ll see categories represented with a picture and links to subcategories.
ยกตัวอย่าง : เวลาคุณไปดูที่ Top Products คุณจะเห็นหมวดหมู่ที่แทนด้วยรูปภาพ และจะมีลิ้งค์ข้างๆ ไปที่หมวดหมู่ย่อย

image14

If you’re interested in building an eCommerce store for cameras, it makes sense to check out “Digital cameras” to see what people are buying the most.
ถ้าคุณสนใจที่จะเปิดร้านเกี่ยวกับกล้อง [ผู้แปล: Cameras] ก็ลองเลือกสักอัน “Digital cameras” แล้วจะพบว่าอะไรละ ที่คนมักจะซื้อเป็นส่วนใหญ่

image15

As you can see, top selling brands are Canon and Nikon. By making this search, you’ll know which products to offer on your eCommerce store as well.
ก็อย่างที่คุณเห็น สินค้าขายดี ก็พวกยี่ห้อดังๆ พวก Canon Nikon การค้นหาแบบนี้ ก็จะช่วยให้คุณรู้ว่าสินค้าตัวไหน ยี่ห้ออะไรที่ควรจะมีขายในร้านคุณ เช่นกัน..

Read the news: Reading online and industry specific print media is a great way to uncover unmet needs and products already in demand.
อ่านข่าว!!!: การอ่านข่าว online และพวกสิ่งพิมพ์ในกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นหนทางที่ดีอย่างนึง เปิดหู เปิดตา จะได้เจอความต้องการลูกค้าในปัจจุบัน

When you’re looking for ideas in your niche, pay attention to:
เวลาคุณมองหา idea เกี่ยวกับ Niche ลองดูพวก:

  • New product releases
  • Trends/innovations
  • Industry reports
  • Main challenges for consumers
    [ผู้แปล: ไม่แปลหมวดหมู่เป็นภาษาไทยเพราะ การใช้ทับศัพท์มีประโยชน์ในการค้าขาย online มากกว่าการรู้ภาษาไทย]

PayPal:  A little known fact is that you can also use PayPal for your online research and find what people are buying the most.
PayPal: เกร็ดเล็กน้อย เกี่ยวกับ PayPal  ลองใช้ Paypal Research ดูว่า อะไรที่คนมักจะซื้อบ่อยๆ

image16

To do this, go to the bottom of the Homepage and click Shop. This will lead you to a list of all eCommerce sites that use it as a payment and then you can select the desired category.
ทำตามนี้ ไปที่ปุ่มที่ HomePage แล้วคำว่า Shop มันจะพาคุณไปที่รายการสินค้าร้านค้า Online ซึ่งมักจะถูกลูกค้าจ่ายเงินด้วย PayPal ก็เลือกหมวดหมู่ที่คุณต้องการ

For example: Let’s say we’re into Fashion. By choosing this product category, you’ll see all eCommerce sites ranked by sales volume.
ยกตัวอย่าง: สมมติว่า เราไปที่ Fashion เลือกหมวดสินค้า จะเห็นร้านค้า eCommerce ที่เรียงลำดับตามปริมาณยอดขาย

Here we can further explore the top shops in this category by visiting their websites.
ที่นี่ เราจะพบร้านค้าฮิตในหมวดนั้น [ผู้แปล:Fashion] ที่คนมักจะไปเยี่ยมชม Website

Read the product reviews: Product reviews will show you where you can compete in this niche.
อ่านรีวิวสินค้า: รีวิวสินค้าจะแสดงให้คุณเห็นว่า มีพื้นที่ ที่คุณจะสามารถแข่งขันใน Niche นี้ได้ไหม [ผู้แปล: ตอนนี้เราอยู่หมวด Fashion]

When reading reviews, cherry pick the bad, but constructive ones.
เวลาคุณอ่านรีวิว ลองสังเกตุข้อเสียเล็กๆน้อยๆ แต่มีนัยยะ..

You can do this in Amazon by clicking on the 3-star (2-star or 1-star) reviews, then sort them by “Most Helpful First.”
คุณสามารถไปดูพวก รีวิว 3 ดาวของ Amazon (ไล่ตั้งแต่ 3 ดาว 2 ดาวและ 1 ดาว) แล้วก็เลือกเรียงโดย “Most Helpful First”

sn_amazon_review_analysis

In the screen shot above, you can see the common complaint is that the Iphone 6 case is thin and low pricing, but it doesn’t do a good job protecting the phone.
ในรูปคุณจะเห็นเรื่อง complaint ทั่วไป [ผู้แปล: Complaint แปลว่าบ่น/ระบาย/ร้องเรียน] เกี่ยวกับเคสไอโฟน 6 ซึ่งบางและราคาต่ำ แต่… มันไม่ได้ช่วยป้องกันโทรศัพท์….

You can compete with this product by creating a thin and low price case that actually protects the phone.
ซึ่งคุณสามารถแข่งกับสินค้าตัวนี้โดยการสร้างเคสที่บาง ราคาถูก แต่มีความแข็งแรงสามารถป้องกันโทรศัพท์ได้…

Step #2 – Analyze the market opportunity
Step #2
– วิเคราะห์โอกาสทางการตลาด

Once you find a potential product with demand, you need to figure out whether there is big enough market in the long term? You don’t want to start your eCommerce site only to realize there are simply not enough people interested in what you’re selling.
ทันที ที่คุณพบสินค้าที่มีศักยภาพและความต้องการ คุณจำเป็นต้องคิดถึงขนาดของตลาดที่ใหญ่สำหรับการขายสินค้าระยะยาว. คุณไม่สามารถเริ่มจากการมี eCommerce site ได้ ถ้าคุณพบว่า จำนวนคนที่สนใจสินค้าน้อยเกินไป..

Here are a few ways to determine the size of the market and its profitability:
ที่นี่ มี 2-3 วิธีที่ช่วยให้คุณตัดสินใจเกี่ยวกับขนาดของตลาด และความเป็นไปได้ในการทำกำไร…

Use Keyword Planner Tool: High volume of searches for your product keywords on Google usually means high demand and a big market. If there are several thousand avg. monthly searches per month, you’ll know you’re on the right track.
ใช้ Keyword Planner Tool:   ปริมาณการค้นหาที่สูง [High volume of searches] สำหรับ keyword ของสินค้าคุณ หมายความว่า มีความต้องการสูงและตลาดมีขนาดใหญ่ เพียงแค่มี High Volume เฉลี่ยราวๆ 1 พันต่อเดือน แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว..

For example: If you’re looking to sell digital cameras in UK, this is what the Keyword Planner tool will show you:
ตัวอย่าง: ถ้าคุณมองหาสินค้าพวกขายกล้องดิจิตอล [keyword = “digital cameras”]ในอังกฤษ Keyword Planner จะแสดงข้อมูลแบบนี้ให้คุณ

image19

You might search for specific brands like GoPro and see there are 20 times more searches for that:
คุณอาจจะลองเจาะจงไปที่ยี่ห้อเช่น “GoPro” และจะพบว่ามันเพิ่มเป็น 20 เท่ามากกว่าแค่ค้นคำว่า “digital cameras”

image20

You can further investigate by checking specific products or series:
คุณต้องลองทดสอบ ค้นหาไปเรื่อยๆ โดยเพิ่มคำของสินค้าที่เจาะจงมากขึ้นเช่น พวก รุ่น หรือปีที่ผลิต

image02

As you can see, there are a lot of searches for GoPro Hero 3, which means there are tons of people willing to buy it. If you‘re looking to build an eCommerce store for digital cameras, this is a product you‘d definitely want to include.
อย่างที่คุณเห็น มีจำนวนการค้นหามากมายสำหรับ “GoPro Hero 3” ซึ่งหมายความว่า มีลูกค้ามหาศาล [tons of people] ที่พร้อมจะซื้อมัน ถ้าคุณคิดจะสร้างร้านค้า เกี่ยวกับกล้องดิจิตอล อย่าพลาดสินค้าตัวนี้ เด็ดขาด…

Use Facebook ads manager: Very similar to the Google Keyword planner tool, you can use the Facebook ads ads manager to determine the size of the prospective audience related to certain products.
ใช้ Facebook ads manager: แถบจะเหมือนกันกับการใช้ Google Keyword Planner คุณสามารถใช้ Facebook ads manager เพื่อช่วยตัดสินใจขนาดของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ที่สนใจสินค้าแน่นอน

To do this, simply create a new ad. Choose either Clicks to Website or Page Likes from the following options.
ไปที่ create a new ad. ให้เลือก Website หรือ Page Likes

Select your link or Facebook page and continue. Scroll down to “Audience”. Choose your location and list your products based on the specific niche. Then Facebook will automatically display your potential reach, or market size.
เลือก Link หรือ Facebook page แล้วเลือก “Audience” เลือก Location และเลือกสินค้าบนที่เป็น Niche จากนั้น Facebook จะทำการสร้างแนวโน้มที่น่าสนใจและขนาดของตลาด

In this example we once again look for people interested in “digital cameras“ and “GoPro“ who live in the UK. Clearly, the potential reach shows us big market opportunity: 820,000 people interested in these products.
ตามตัวอย่างนี้ เราจะเห็นว่าผู้คนสนใจ (people interested) เกี่ยวกับ “digital cameras“ และ “GoPro“ ที่อาศัยอยู่ใน UK ชัดเจนว่าขนาดของตลาดใหญ่มากมีคน 820,000 คนสนใจสินค้านี้

Industry reports: From these you can learn which products are highest in demand and get an idea of how to position yourself.
Industry reports: จากข้อมูลเหล่านี้ คุณสามารถเรียนรู้สินค้าที่มีความต้องการสูง และได้ idea ว่าจะทำอย่างไรกับสินค้าในตลาด

For example:
ยกตัวอย่าง

The report Global Consumer Electronics Market 2014-2018 reveals information about key market drivers, challenges, trends, opportunities, expected market size in 2018, etc.
รายงานของ Global Consumer Electronics Market 2014-2018  แสดงตัวเลขเกี่ยวกับ ปัจจัยขับเคลื่อนในตลาด ความท้าทาย แนวโน้ม และโอกาส ที่คาดการณ์ขนาดของตลาดในปี 2018 เป็นต้น

The information in these reports is very structured, which will save you time when putting all the different pieces of the puzzle together. The downside is that sometimes you’ll have to pay for them.
ข้อมูลในรายงานเหล่านี้ แสดงในเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการหาข้อมูลแต่ละที่ และต่อจิ๊กซอเข้าด้วยกัน แต่บางทีการลึกรายละเอียดข้อมูลเชิงลึกกว่านี้ บางครั้งคุณก็ต้องจ่าย…

Google Trends: This helpful tool will show how the average search volume for product keywords has changed over time. By looking at this data, you can analyze if your prospective market is shrinking, staying steady or growing.
Google Trends: เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก ที่จะช่วยแสดงปริมาณการค้นหาสินค้าจาก keyword ของสินค้าในแต่ละช่วงเวลา โดยการสังเกตุข้อมูลเหล่านี้ คุณจะสามารถวิเคราะห์ คาดการณ์ได้ว่า ตลาดกำลัง อิ่มตัว ถดถอย หยุดนิ่ง หรือว่ากำลังโต

If we once again search for GoPro, we’ll notice a rapid advance of search volumes from 2009 till 2014. It looks like the market is booming and will continue to grow at a rapid speed in the following years.
ถ้าคุณลองค้นคำว่า “GoPro” อีกครั้ง คุณจะสังเกตุเห็นการเติบโตที่รวดเร็วตั้งแต่ปี 2009 จนถึง 2014 มันดูว่าขณะนี้ตลาดกำลังบูมและจะสามารถโตได้ต่อเนื่องในปีถัดๆไป

Google Trend GoPro

Check your competition: What is the competition like for the products you’d like to sell on your eCommerce store?
Check คู่แข่ง: คู่แข่งเป็นอย่างไรและสินค้าเหมือนที่คุณขายในร้านค้าคุณไหม?

If there is none, think twice before you choose this niche. There is probably a reason no one wants to enter it: it’s not profitable enough or is difficult to deliver. On the other hand, if there is already some competition, then someone is making money.
ถ้าไม่มีคู่แข่ง?? คิดอีกครั้งก่อนเลือก Niche คือ ไม่มีใครต้องการขายสินค้านั้น. หรือมันอาจจะไม่ทำกำไร.. หรือไม่ก็คือ ยากที่จะเข้าถึงสินค้านั้น
อีกทางนึงคือ มีคู่แข่งอยู่แล้วและทุกคนทำกำไรอยู่…

For example: when you search in Google.co.uk for “GoPro”, you‘ll see there are already some eCommerce stores selling these products.
ยกตัวอย่าง: เมื่อคนค้นใน google.co.uk สำหรับคำว่า “GoPro” คุณจะพบว่ามีร้านค้า eCommerce จำนวนนึงที่ขายสินค้าเหล่านี้อยู่แล้ว

Remember: don‘t be afraid of competition in the market. You can always find a way to position yourself in a way to stand out from the crowd.
จำไว้ว่า: อย่ากลัวที่จะแข่งในตลาด ถ้าคุณมีวิธีทำให้คุณโดดเด่น และแตกต่างจากคนอื่นๆ

Step #3 – Define your target customers

Step #3 – กำหนดกลุ่มเป้าหมาย

Don’t try to sell to just anybody. Most people are not interested in your products, and they will never buy from you (even if they have the money).
ไม่ต้องพยายามจะขายของให้ทุกคนหรอก คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจสินค้าเราเสมอไป และเขาก็อาจจะไม่เคยซื้อของคุณด้วย (ต่อให้เขามีเงินก็เหอะ)

Instead, focus on finding the people who actually need your product, .a.k.a. your buyer personas.
ดังนั้น การ focus โดยการหากลุ่มคนที่จริงแล้วต้องการสินค้าเรา จริงๆ.. อ่านเพิ่มเติมที่ buyer personas. [ผู้แปล: also known as..your buyer personas. ]

image07

Develop buyer personas for your target customers: These are semi-fictional representations of your ideal customer. They allow you to narrow your niche and the specific people who will want to buy from you so you can focus only on them.
พยายามเจาะจงตัวตนทีชัดเจนของกลุ่มลูกค้า: ต่อไปนี้จะเป็นวิธีที่คุณสามารถเอาไปใช้เป็นทางสำหรับกาลูกค้ากลุ่ม Niche ของคุณ เพื่อเจาะจงกลุ่มเป้าหมายว่าเขาต้องการซื้อของคุณจริงๆไหม

When creating buyer personas you should ask yourself the following:
ให้สร้างคำถาม/แบบสอบถามสำหรับลูกค้า แล้วถามตัวเองดังนี้

What are their demographics? (Age, gender, location of residence, etc.)
ลูกค้าเรามีข้อมูลเชิงประชากรอย่างไร? (อายุ เพศ สถานที่อยู่อาศัย เป็นต้น)

What are their behavior patterns? (How do they act in the environment in different situations?)
พฤติกรรม ลักษณะการใช้ชีวิต เป็นอย่างไร? (พวกเขามีความเป็นอยู่ หรือมีหน้าที่ หรือทำงานอะไร)

What are their core motivations and goals?
อะไรหรือแรงจูงใจหรือเป้าหมาย?

What are their biggest challenges/issues in your niche?
อะไรคือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด / ปัญหาของพวกเขา ในกลุ่ม Niche ของคุณ?

 

Why would they want to buy your products? What can they accomplish with them?
ทำไมพวกเขาจะต้องการที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณ? อะไรที่จะตอบสนองให้เขาสามารถประสบความสำเร็จ?

For exampleIf you’re selling GoPro cameras, your buyer persona might look something like this.
ตัวอย่างเช่นถ้าคุณขายกล้อง GoPro, ผู้ซื้อของคุณอาจมีลักษณะบางอย่างเช่นนี้

Adventurous, 15-25 old man who likes to film himself snowboarding. His core motivations are to promote himself on YouTube in order to find more sponsors and advance his sports career. He wants to buy GoPro to shoot from extreme angles, which is something he can’t afford to do with other types of cameras.
ชอบการผจญภัย, อายุระหว่าง 15-25 ปี ชอบถ่ายตัวเองสโนว์บอร์ด แรงจูงใจหลักของเขาคือเพื่อส่งเสริมตัวเองบน YouTube เพื่อหาสปอนเซอร์มากขึ้นและความก้าวหน้าในอาชีพของเขากีฬา เขาต้องการที่จะซื้อ GoPro ในการถ่ายภาพจากมุมที่ท้าทายสุดๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถที่จะทำกับกล้องประเภทอื่นๆ

You might have several more buyer personas: like a stuntman or a diver, all with different goals and motivations for buying your products.
คุณอาจจะมีผู้ซื้อหลากหลาย: เช่น พวกตัวแสดงแทน หรือนักดำน้ำ ซึ่งทั้งหมดที่มีเป้าหมายที่แตกต่างกันและแรงจูงใจในการเลือกซื้อสินค้าของคุณ

Estimate the lifetime value of a customer: The second thing you should do is to understand how much money you can earn from a single customer over a period of time. This will allow you to predict in advance how profitable your company will be long-term.
ประมาณมูลค่าอายุการใช้งานของลูกค้า: อย่างที่สองที่คุณควรทำคือการทำความเข้าใจ ยอดขาย/การทำเงิน ที่คุณสามารถสร้างรายได้จากลูกค้ารายเดียวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถที่จะคาดการณ์ล่วงหน้า เกี่ยวกับผลกำไรของ บริษัท จะได้รับในระยะยาว

For example: Imagine you have an eCommerce store for pets and someone decides to buy a Labrador from you. Here is a list of the things he’ll need to pay for:
ตัวอย่างเช่นลองนึกภาพคุณมีร้านค้าอีคอมเมิร์ซสำหรับสัตว์เลี้ยงและบางคนตัดสินใจที่จะซื้อลาบราดอร์จากคุณ นี่คือรายการของสิ่งที่เขาจะต้องจ่ายสำหรับ:

  • Initial cost of the Labrador: $700 (or $0 if you adopt, which we support.)
  • Collar, leash and ID tag: $35
  • Food per year: $3,000
  • Toys and treats: $200
  • Kennel or dog bed: $100
  • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นของลาบราดอร์: (. หรือ $ 0 ถ้าคุณออกให้) $ 700
  • ปลอกคอ, สายจูงและแท็ก ID: $ 35
  • อาหารต่อปี: $ 3,000
  • ของเล่นและขนม: $ 200
  • สุนัขหรือสุนัขเตียง: $ 100

In the first year, this customer will bring you $4,035 and at least $3,335 after that. If he stays with you for 5 years, his lifetime value is $17,375.
ในปีแรกที่ลูกค้ารายนี้จะทำเงินให้คุณ $ 4035 และอีกอย่างน้อย $ 3,335 หลังจากนั้น ถ้าเขาอยู่กับคุณเป็นเวลา 5 ปีค่าชีวิตของเขา(lifetime value)คือ $ 17,375

Wow! that’s a lot of money people are spending on their dogs.
ว้าว! เป็นจำนวนจำนวนมาก ที่ผู้คนจำนวนใช้จ่ายสำหรับสุนัขของพวกเขา

Step #4 – Validate your idea

Step #4 – ตรวจสอบความคิดของคุณ

Finding a product and a market is great.
การค้นหาผลิตภัณฑ์และตลาด คือสิ่งที่ดีมาก

But how would you know if people will actually give you money for your product?
แต่จะทำยังไงให้คุณรู้จริงๆ คนจะจ่ายเงินสำหรับสินค้าของคุณหรือไม่

You don’t need people to tell you that your products are great and funky – you need them to open their wallets. If they’re not willing to do that for you, you’ll need to find out why.
เราไม่ได้ต้องการให้คนมาบอกเราว่าสินค้าเรา ดีหรือแย่ – แต่เราอยากให้เขาเปิดกระเป๋าเงินของพวกเขา หากพวกเขาไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อคุณ คุณจะต้องหาว่าทำไม?

  • Your price range maybe too high.
  • You might be competing with a more refined and better version of your product.
  • You could be selling to the wrong people.
  • There simply isn’t a demand for your product.
  • ช่วงราคาของคุณอาจจะสูงเกินไปไหม?
  • คุณอาจจะต้องแข่งขันกับที่มีสินค้าดีกว่าผลิตภัณฑ์ของคุณ
  • คุณอาจจะขายให้คนผิด
  • หรือมันไม่มีต้องการสำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณ

To find out the reason, simple ask
ลองมองหาเหตุผลจากคำถามง่ายๆ

What’s preventing you from buying my product?
อุปสรรคอะไรทำให้ลูกค้าไม่ซื้อสินค้าเรา?

To save you unnecessary use of time, money, and headaches, you must refine your product or find a new niche that actually sells.
เพื่อช่วยให้คุณประหยัดเวลา เงิน และเรื่องปวดหัว คุณต้องกำหนดผลิตภัณฑ์ของคุณหรือหาช่องใหม่ที่สามารถขายจริง

If you’re going to fail, then fail fast, so you can move on.
ถ้าคุณกำลังจะล้มเหลว แล้วล้มเหลวอย่างรวดเร็ว เพียงขอให้คุณเดินต่อไป

Here are some ways you can use to validate your idea:
นี่คือวิธีที่คุณสามารถใช้ในการตรวจสอบความคิดของคุณ:

Sell your products in person: You don’t need a website for your first few customers. Connect with your target audience and sell to them directly. Then if you find out that there are people interested in buying your products, it makes sense to build an eCommerce site and to upscale your business.
ขายสินค้าของคุณให้คน: คุณไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์สำหรับลูกค้ากลุ่มแรกๆ เชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายของคุณและขายให้กับพวกเขาโดยตรง แล้วถ้าคุณพบว่ามีคนสนใจในการซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณ แสดงว่าถึงเวลา ควรจะสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซและเพื่อขยายธุรกิจของคุณ

meetup_ss

How do you find your target audience in person?
คุณจะพบตัวคน สำหรับกลุ่มเป้าหมายของคุณยังไง?

One way to meet potential customers is to join a Meetup group. You can literally find many different hobbyists with different interests.
วิธีหนึ่งที่จะตอบสนองลูกค้าที่มีศักยภาพคือการเข้าร่วมกลุ่ม Meetup คุณสามารถหามือสมัครเล่นที่แตกต่างกันจำนวนมากที่มีความสนใจที่แตกต่างกัน

If you’re selling pet products, here are all the dog meetups in the world.
ถ้าคุณขายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงที่นี่มีทั้งหมดพบปะสุนัขในโลก dog meetups in the world.

If you’re selling campaign gears, here are all the camping meetups in the world.
ถ้าคุณขายเกียร์แคมเปญที่นี่มีทั้งหมดพบปะตั้งแคมป์ในโลก camping meetups in the world.

There really shouldn’t be any excuses not to do this.
จริงๆไม่ควรจะเป็นข้อแก้ตัวใด ๆ ที่จะไม่ทำเช่นนี้

Sell your products on Amazon or eBay: List your products on already-established marketplaces. eBay and Amazon will bring traffic to items, so the only things that you need to worry about are the demand and your rankings.
ขายสินค้าของคุณใน Amazon หรืออีเบย์: รายชื่อผลิตภัณฑ์ของคุณในตลาดอยู่แล้ว ขายในอีเบย์และอเมซอน มันจะนำ Traffic มาที่รายการเดียวกันที่สิ่งคุณต้องกังวลคือ ความต้องการและการจัดอันดับของคุณใน อีเบย์และอเมซอน

image25

Click here to learn how to start selling on eBay, and  for Amazon.
คลิกที่นี่ here เพื่อเรียนรู้วิธีการเริ่มต้นขายบนอีเบย์และที่นี่ here สำหรับ Amazon

Launch a crowdfunding campaign: This is one of the best ways to prove your business idea and to get traction fast. Unfortunately, it only works if you’re selling your own products. If this is the case, go to Kickstarter or IndieGoGo and create your campaign.
เปิดตัวแคมเปญ crowdfunding : นี่คือหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่จะพิสูจน์ความคิดทางธุรกิจของคุณและจะได้รับแรงดึงดูดได้อย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่มันทำงานได้เฉพาะในกรณีที่คุณขายผลิตภัณฑ์ของคุณเอง เช่น กรณีของ Kickstarter หรือ IndieGoGo และสร้างแคมเปญของคุณ
** [ผู้แปล: crowdfunding = the practice of funding a project or venture by raising many small amounts of money from a large number of people, typically via the Internet.]

image24

A great example here is Pebble, the amazing smart watch company, which managed to raise $10M+ from its Kickstarter campaign.
ตัวอย่างที่ดี เช่น Pebble ที่น่าตื่นตาตื่นใจ บริษัท นาฬิกาสมาร์ท ที่ได้รับเงินุทน $ 10M + จากแคมเปญ Kickstarter ของมัน

Build landing-page offers: Pick several products and build customized landing pages for them. Then drive traffic with PPC ads (Facebook ads or Adwords) and count your sales.
สร้างข้อเสนอหน้า Landing Page: เลือกหลายผลิตภัณฑ์และสร้างความเชื่อมโยงไปถึงการปรับแต่งหน้าเวปไชต์สำหรับพวกเขา จากนั้นเพิ่มจำนวน Traffic ด้วยการโฆษณาบน Facebook หรือโฆษณา AdWords และนับยอดขายของคุณ

image23

You can use this method to ask people to buy straight away, or to pre-sign for your products before your official launch. It would be a good idea to test both ways.
คุณสามารถใช้วิธีนี้เพื่อขอให้คนที่จะซื้อทันทีหรือสั่งจองผลิตภัณฑ์ของคุณก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการของคุณ มันจะเป็นความคิดที่ดีในการทดสอบทั้งสองวิธี

You don’t even need a developer to build landing pages. Just sign up for an Unbounce account, and you can create them with the drag-and-drop builder within minutes.
คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักพัฒนาในการสร้าง Landing Page เพียงแค่ลงทะเบียนกับเวปไซต์ Unbounce แล้วคุณสามารถสร้าง Landing Page ด้วยการสร้างการลากและวาง (drag-and-drop) ภายในไม่กี่นาที

Set up a test store: The easiest way to do this is to sign up for a 14-day free trial at Shopify. Choose a basic free template, list some products, and drive PPC traffic. If you make sales before your trial expires, then there is a market opportunity for your business idea.
ตั้งค่าการทดสอบร้านค้าออนไลท์: วิธีที่ง่ายที่สุดในการทำเช่นนี้คือการลงทะเบียนสำหรับการทดลองใช้ฟรี 14 วันที่ Shopify เลือกแม่แบบฟรี(Free Template) ขั้นพื้นฐาน ลงสินค้าบางอย่างและ Drive Traffic ด้วย PPC ถ้าคุณทำยอดขายก่อนหมดช่วงทดลอง (Trail Expires) แสดงว่ามีโอกาสทางการตลาดสำหรับความคิดของธุรกิจของคุณ

image22

In general you can validate your idea for a few days up to a week or two, depending on your market and response time. Be sure to do this properly before moving to the next step. If you don’t make any sales in advance, consider finding another business idea.
โดยทั่วไปคุณสามารถตรวจสอบความคิดของคุณไม่กี่วัน หรืออาจจะ หนึ่งหรือสองสัปดาห์ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของตลาดและเวลาของคุณ ทำให้แน่ใจว่าจะทำเช่นนี้ได้อย่างถูกต้องก่อนที่จะย้ายไปยังขั้นตอนต่อไป หากคุณไม่ได้สร้างยอดขายใด ๆ ล่วงหน้า ลองคิดพิจารณาหาธุรกิจอื่น

Step #5 – Position your brand and product

Step #5 – ตำแหน่งแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของคุณ

 

The internet is full of products to choose from and most of them look the same. If you don’t find a way to differentiate yourself from the rest of the market, you’re destined to fail.
อินเทอร์เน็ตเป็นเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ให้เลือกมากมายและส่วนใหญ่ของพวกมันดูแทบจะเหมือนกัน หากคุณไม่สามารถหาวิธีที่จะสร้างความความแตกต่างตัวคุณเองจากคนอื่นๆในตลาดที่เป็น  !! สุดท้ายคุณจะล้มเหลวแน่นอน

Don’t compete with others: People remember no more than 7 companies from the same niche category and usually the market leader is first in their mind.
อย่าไปแข่งขันกับผู้อื่น: คนนะ จำบริษัทได้ไม่เกิน 7 บริษัทในสินค้ากลุ่มเดียวกัน และมักจะเป็นผู้นำตลาดอีกนั่นแหละ ที่อยู่ในใจของพวกเขาอยู่แล้ว

It’s smart to create a new niche category where you can be first in rather than competing with numerous existing companies in a brand category. You do this by positioning.
จะฉลาดมากถ้าเราสามารถสร้าง Niche กลุ่มใหม่ขึ้นมา ที่ๆคุณสามารถเป็นคนแรก แทนที่จะไปแข่งขันกับ บริษัท ที่มีอยู่จำนวนมากในกลุ่มเดียวกัน คุณก็แค่หาตำแหน่งดีๆในตลาดให้เจอ

How to position yourself in a new category: Start by asking yourself what aspect of your customer’s need is critically important to them. Is it:
วิธีการวางตำแหน่งตัวเองอยู่ในกลุ่มใหม่: เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่าทุกแง่มุม จากความต้องการของลูกค้าของคุณว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อพวกเขา ใช่ไหม:

  • Speed
  • Convenience
  • Specific results
  • Guarantees
  • ความเร็ว [ผู้แปล:ความรวดเร็วในการได้รับสินค้า]
  • ความสะดวกสบาย
  • มีเฉพาะเจาะจง
  • การรับประกัน [ผู้แปล: มีทั้งแบบการรับประกันตัวสินค้าเช่น 1 หรือ 2 ปี หรือแบบถ้าไม่พอใจยินดีคืนเงิน เป็นต้น]

Whatever it is, base your eCommerce category on this key need that is currently unmet.
ไม่ว่าอะไรก็ตามแต่ ขึ้นอยู่กับ หมวดหมู่สินค้าของอีคอมเมิร์ซที่เวปไชต์คุณอยู่ แต่ปัจจัยสำคัญคือการลงมือทำ

How to niche your category? eBay was not the first eCommerce site. It launched after Amazon but is the first to allow independent people or companies to sell products on auction. Zappos was also not the first eCommerce site. There was already Amazon and eBay, but it was the first to introduce online shopping for shoes.
วิธีการหา Niche เฉพาะหมวดหมู่ของคุณ? อีเบย์ไม่ได้เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแรก มันเปิดตัวหลังจาก Amazon แต่เป็นครั้งแรกที่มันให้อิสระคนหรือ บริษัท ที่จะขายสินค้าโดยการประมูล. เช่นกัน Zappos ก็ยังไม่ได้เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแรก แต่ Amazon และ eBay อยู่ในตลาดแล้ว แต่มันเป็นครั้งแรกที่มีเวปไซต์แนะนำช้อปปิ้งออนไลน์เฉพาะ รองเท้า

You can transform each niche into a new one by adding a new perspective, such as shoes for the urban man or busy woman. It’s important to define the product category and position yourself as the number one choice.
คุณสามารถเปลี่ยน Niche จากที่มีอยู่ไปสู่สิ่งใหม่ โดยการเพิ่มมุมมองใหม่ๆ เช่นรองเท้าสำหรับคนในเมืองหรือผู้หญิงทำงาน มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดประเภทสินค้าและตำแหน่งตัวเองให้ชัดเจน เพื่อเป็นที่หนึ่ง

The concept of positioning was first introduced in the book Positioning – The Battle for Your Mind by Jack Trout, and we highly suggest reading it if you’re serious about building a successful eCommerce business.
แนวคิดของการวางตำแหน่งธุรกิจ จัดพิมพ์เป็นครั้งแรกในหนังสือ Positioning – The Battle for Your Mind โดย Jack Trout และเราขอแนะนำให้อ่านมันหากคุณจริงจังเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ให้ประสบความสำเร็จ

Products: The next obvious step is to consider some physical aspects of your products that will inevitably affect your eCommerce business.
ผลิตภัณฑ์: ขั้นตอนที่ชัดเจนต่อไปคือการพิจารณาลักษณะทางกายภาพบางส่วนของผลิตภัณฑ์ของคุณที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จะมีผลต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซของคุณ

Weight and size: Bigger and heavier products are usually harder and more expensive to deliver. If you’re offering gym equipment, spend some serious time considering how you’re going to deal with the shipping.
น้ำหนักและขนาด: ผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่กว่าและหนัก การจัดส่งมักจะยากและมีราคาแพงมาก หากคุณนำเสนออุปกรณ์ออกกำลังกาย ใช้เวลาบางอย่างพิจารณาว่าคุณกำลังจะจัดการกับการจัดส่งสินค้าอย่างไร

Fragility: If it’s easy for your products to break during delivery, you’ll have lots of turnovers and this will result in a bad reputation for your company. The last thing you want is your customers to receive broken porcelain dishes.
ความเปราะบาง: ถ้ามันเป็นเรื่องง่ายมาก สำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณที่จะเสียหายระหว่างการจัดส่ง คุณจะมี turnovers สูงและสิ่งนี้จะส่งผลให้มีชื่อเสียงที่ไม่ดีสำหรับ บริษัท ของคุณ  แล้วสิ่งสุดท้ายที่คุณไม่อยากให้เกิดขึ้น คือลูกค้าของคุณได้รับสินค้าที่เสียหาย

Seasonality: Some products are only sold around Christmas or in the summer. It might be  difficult to build a profitable, long-term business around them. If you’re thinking of starting an eCommerce store for swimming suits, consider what you’re going to sell during the winter.
ฤดูกาล: สินค้าบางชนิดมีฤดูกาลของมัน ช่วงประมาณคริสต์มาสหรือในช่วงฤดูร้อน มันอาจจะยากที่จะสร้างผลกำไรทางธุรกิจระยะยาวรอบตัวพวกเขา หากคุณกำลังคิดของการเริ่มต้นร้านค้าอีคอมเมิร์ซสำหรับชุดว่ายน้ำ คุณต้องถามตัวเองว่าคุณกำลังจะขายอะไร? ในช่วงฤดูหนาว

Availability: Consider what would happen if your distributor decided to stop supplying you with products. Can you order from an alternative? It’s always a good idea to have 2 or more options.
สถานะ: พิจารณาสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าผู้จัดจำหน่ายของคุณตัดสินใจที่จะหยุดการจัดหาสินค้าให้คุณ คุณสามารถสั่งซื้อจากทางเลือกอื่นได้ไหม? ก็เป็นความคิดที่ดีที่จะมี 2 หรือมากกว่าตัวเลือก

Restrictions & regulations: There might be some laws or regulations you need to be aware of in any market. Some products might be prohibited or allowed only in certain situations. Consult with a lawyer to be sure.
ข้อ จำกัด และกฎระเบียบ: อาจจะมีกฎหมายหรือข้อบังคับบางอย่างที่คุณจะต้องตระหนักในตลาดใด ๆ สินค้าบางชนิดอาจจะไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับอนุญาตเท่านั้นในบางสถานการณ์ ปรึกษากับทนายความเพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าคุณสามารถขายได้

Shipping costs: Most people expect free shipping nowadays. You should calculate the price of your products with this in mind so you don’t have to charge an additional shipping fee.
ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้า: ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่คาดหวังว่าจะได้รับการจัดส่งฟรี คุณควรจะคำนวณราคาของผลิตภัณฑ์ของคุณมีในใจ เพื่อให้คุณไม่ต้องมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดส่งสินค้าเพิ่มเติม

Step #6 – How to price your product

Step #6 – วิธีตั้งราคาสินค้าของคุณ

One of the hardest things to learn in business is how to price your products properly. If your prices too low and you’ll make no profits, if prices are too high and you’ll lose revenue.
หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนรู้ในการดำเนินธุรกิจ คือวิธีการในการกำหนดราคาสินค้าของคุณอย่างถูกต้อง หากราคาของคุณต่ำเกินไป อาจจะทำให้คุณไม่มีผลกำไร แต่หากราคาสูงเกินไป คุณอาจจะสูญเสียรายได้

To figure out the right price, follow these simple steps:
เพื่อแก้ปัญหานี้ ราคาที่เหมาะสมให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

1. Calculate your costs: Don’t sell your products for less than what it costs you to deliver them. Summarize what it costs you to:
1. คำนวณค่าใช้จ่ายของคุณ: อย่าขายสินค้าของคุณน้อยกว่า ต้นที่รวมค่าขนส่ง สรุปสิ่งที่คิดเป็นต้นทุนของคุณ:

 

  • Purchase the products
  • Acquire customers
  • Deliver the product
  • Pay for salaries, office materials, website maintenance, etc.
  • ซื้อสินค้า
  • การหาลูกค้า
  • การส่งมอบสินค้า
  • จ่ายสำหรับเงินเดือน, วัสดุสำนักงาน, การบำรุงรักษาเว็บไซต์ ฯลฯ

For example: Let’s imagine you’re selling jeans and you have the following costs: to buy the product $5, to acquire the customer $4, to deliver it $3 and you also spend $2 on other expenses. This means you should not sell these jeans for less than $14 and preferably for more if you want some profit.
ตัวอย่างเช่นลองจินตนาการว่าคุณกำลังขายกางเกงยีนส์และมีค่าใช้จ่ายต่อไปนี้: การซื้อสินค้า $ 5, การหาลูกค้า $ 4, การส่งมอบมัน $ 3 และคุณยังใช้จ่าย $ 2 เมื่อใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ควรขายกางเกงยีนส์เหล่านี้น้อยกว่า $ 14  และบวกเพิ่ม ตามกำไรที่คุณต้องการ 

2. Check out the prices of your competition: One of the easiest ways to determine how much to charge for certain products is to find out what other websites are charging.
2. ตรวจสอบราคาของคู่แข่งขันของคุณ: หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการกำหนดวิธีการมากที่จะคิดค่าบริการสำหรับ ผลิตภัณฑ์บางอย่างคือการค้นหาราคาจากเว็บไซต์อื่น ๆ

For example: If you’re going to sell shoes on your eCommerce store, go to Zappos and check out the prices.
ตัวอย่างเช่นหากคุณกำลังจะขายรองเท้าในร้านค้าอีคอมเมิร์ซของคุณ ไปที่ Zappos และตรวจสอบราคา

Keep in mind you can always sell the products for more or less depending on how you position yourself.
จำไว้ว่า คุณจะสามารถขายผลิตภัณฑ์ได้มากหรือน้อย  ขึ้นอยู่กับว่าคุณวางตำแหน่งตัวเองอย่างไร

3. Use suggested retail price: Most often manufacturers will suggest how to price products for end consumers so you don’t need to think about it. Use this as a starting point and experiment further to see how much your customers are willing to pay.
3. ใช้ราคาขายปลีก ที่แนะนำ: ผู้ผลิตส่วนใหญ่มักจะแนะนำวิธีการในการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องคิดเกี่ยวกับมัน ใช้สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นและการทดสอบ เพื่อดูว่าลูกค้าของคุณยินดีที่จะจ่าย
[ผู้แปล: ตัวอย่างราคาแนะนำ เวลาเราไป Makro เราจะเห็นราคาปลีก ราคาส่ง เพื่อกระตุ้นคนซื้อร้านค้าทั่วไป เพื่อนำสินค้าไปขายต่อเพื่อทำกำไร]

4. Use keystone pricing: Double what it costs you to purchase the product. That’s the easiest pricing model for eCommerce businesses.
4. ใช้การกำหนดราคา Keystone: คูณ 2 ค่าใช้จ่าย ที่คุณไปซื้อสินค้ามาขาย นั่นคือรูปแบบราคาที่ง่ายที่สุดสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
[ผู้แปล : เช่นคุณไปซื้อของสำเพ็งหรือเยาวราชมายกกล่อง แล้วขายปลีก เช่น โหลละ 120 บาท ตกชิ้นละ 10 บาท คุณเอามาขายใน เวปไชต์ ชิ้นละ 20 บาท (Double Cost Price)]

For example: if you bought a pair of glasses for $5, you‘re going to sell it for $10.
ตัวอย่างเช่นถ้าคุณซื้อแว่นราคา $ 5 คุณกำลังจะขายได้ราคา $ 10

5. A/B test your pricing: If you can justify a higher price than your competitors and think you can get away with it, then test the higher pricing with the original pricing. See if you’ll lose lots of sales.
5. A / B ทดสอบราคาของคุณ: ถ้าคุณสามารถปรับราคาที่สูงกว่าคู่แข่งของคุณและคิดว่าคุณจะยังขายได้ แล้วทดสอบการกำหนดราคาที่สูงขึ้นด้วยการกำหนดราคาเดิม ดูว่าคุณจะสูญเสียยอดขายเยอะไหม?

How much are your customers really willing to pay?
ราคาเท่าไหร่จะมีลูกค้าของคุณจริงๆยินดีที่จะจ่าย?

Sometimes the retailer price has nothing to do with how much it costs you to buy the products. In certain situations, customers might be willing to pay more for what you’re offering because they simply want it that much.
บางครั้งเราไม่ต้องไปทำอะไรกับราคาค้าปลีก  หรือคิดต้นทุนอะไร เพราะในบางสถานการณ์ลูกค้าอาจจะยินดีที่จะจ่ายมากขึ้นสำหรับสิ่งที่คุณนำเสนอเพราะบางครั้ง พวกเขาต้องการมันมาก

To learn more about pricing, we suggest you read Your Ultimate E-Commerce Product Pricing Guide.
เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดราคาที่เราขอแนะนำให้คุณอ่าน Your Ultimate E-Commerce Product Pricing Guide.

Step #7 – Technical stuff

[ผู้แปล: ไม่แปล Step 7 เพราะเป็นศัพท์ทางด้านคอมพิวเตอร์ลองอ่านและพยายามเรียนรู้ภาษาอังกฤษไปในตัว]

Last but not least, you should consider the technical aspects of building an eCommerce business. You can’t start an online business without a website so you should take care of:

Domain name: The unique name that identifies your website. It will usually cost $10-$12 for a .com domain. You can buy one from the following sites:

 

Content Management System (CMS): A application that provides an user interface to publish, edit and modify your website’s content.

Go sign up Shopify. which provides you with all the tools you need to start selling products online. You can quickly setup a shop.

Hosting: This is the server that stores your website so it can be accessed from all over the world. For an eCommerce site, it’s often required to use at least a vps hosting or dedicated hosting server plan.

Some great hosting providers to choose from:

The price for VPS hosting is around $15.96/month and for dedicated hosting about $139/month. If you choose to use a CMS platform like Shopify, you don’t need to worry about hosting as it is already included in your plan.

Note: You’ll only need hosting if you choose not to use Shopify for some reason.

SSL certificate: People won’t trust you with their credit card details if you don’t secure their data.

You do this by using Secure Sockets Layer or SSL. That way no one can steal your customers’ credit card information, and they can feel safe when buying from your site.

To implement SSL, you need to buy a certificate. You can do so from GeoTrust, and it will cost you around $299. If you’re using Shopify as a platform, you don’t need to purchase a SSL certificate as it is included.

Payment options: The last technical aspect you should think about is how you will get paid. Keep in mind that more payment options increase sales and conversion rates. That’s why it’s smart to offer as many as you can: credit card, PayPal, cash on delivery, etc.

You also need a payment gateway to accept money from your site and transfer it to your bank account.

Here is a list of vendors you can use:

The downside is these payment gateways charge a commission for each transaction, which will lower your profits (often around 2.9% + 30¢)

If you’re using Shopify, you can use their own payment gateway, in which case you will have a lower transaction fee (between 0.5% and 2% depending of your plan).

Time to take action
ได้เวลาลงมือทำ!!!

Starting a successful eCommerce business might seem like rocket science but it’s not. Follow these steps, research several ideas and choose a niche you believe will have the highest potential. In the end, it doesn’t need to be perfect, just good enough to get you started.
เริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จอาจจะดูเหมือนการสร้างจรวดด้วยวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ใช่  แค่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้ ค้นหาความหลากหลายทางความคิด และเลือก Niche ที่คุณเชื่อว่าจะมีศักยภาพสูงสุด ในท้ายที่สุด ไม่จำเป็นที่จะจบสมบูรณ์แบบ  เพียงแค่ดีพอที่จะทำให้คุณเริ่มต้น

If people are willing to pay for your product, you’ll have years to redefine and improve as you’re building your online empire.
ถ้าคนมีความเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าของคุณ คุณก็มีเวลาอีกหลายปี เพื่อปรับแต่งและปรับปรุง เพื่อสร้างอาณาจักรออนไลน์ของคุณ

Cr: http://shopifynation.com/entrepreneurship/how-to-start-a-successful-ecommerce-store/

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
https://www.facebook.com/groups/437460043119569/
Fanpage ” “Advanced Shopify Ecommerce”

KoratNextGEN - Logo for Enigma

Facebook Comments

1 Comment

  1. Buy cialis
    March 27, 2018

    Tadalafil 5mg

    Nicely put, Thanks!

Leave a Reply

Scroll to top