61 เทรนด์ ปี 2018

 

1. เทรนด์การบริโภค 2018 สินค้า Innovation+ช่องทางสะดวก

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายกระตุ้นให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน และให้คนออกมาใช้จ่าย แต่ปัจจัยที่น่ากังวลของผู้บริโภคก็คือเรื่องของหนี้สินต่อครัวเรือนที่ยังมีมาก ในปี2018 คุณฮาร์เวิร์ด ชาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำด้านการวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเชิงลึกที่มีความเชี่ยวชาญในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีอัตราการบริโภคสูง หรือ FMCG (Fast Moving Consumer Goods)มองว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคจะยังไม่ได้ดีขึ้นมากนัก
ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2560 อัตราการเติบโตของสินค้า FMCG ต่ำมากอยู่ที่ 0.2 % เท่านั้น ตลาดค่อนข้างเงียบและชะลอตัว แต่มีสินค้าบางแบรนด์ที่สามารถเติบโตได้ดีถ้าแบรนด์นั้นสามารถเอาชนะใจผู้บริโภคได้ด้วยคุณสมบัติที่แตกต่าง มีจุดเด่นจนทำให้ผู้บริโภคยอมที่จะจ่ายเงินซื้อ ตอนนี้ไม่ใช่ว่าผู้บริโภคไม่มีเงิน แต่เขาจะมองหาสินค้าที่คุ้มค่ากับการที่เขาจะจ่ายเงินออกไปมากกว่า ดังนั้นปัจจัยที่จะทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงิน คือสินค้าต้องมี Innovation รวมถึงโปรโมชั่นยังเป็นปัจจัยที่สามารถดึงดูดเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคได้ การทำโปรโมชั่นจึงเข้ามามีบทบาทกับการตัดสินใจซื้อมากขึ้นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี การที่แบรนด์ทำโปรโมชั่นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อแบรนด์นั้นแค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น หากต้องการที่จะทำให้เป็นระยะยาวในช่วงที่ทำโปรโมชั่นแบรนด์ควรจะมีการให้ข้อมูลสินค้าเพื่อให้ลูกค้าทราบว่าสินค้าของเขาดีอย่างไร เป็นการ Educate ให้ผู้บริโภคทราบว่าสินค้านี้อาจจะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคกำลังตามหาอยู่ก็ได้ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการขาย เมื่อหมดช่วงของโปรโมชั่นไปแล้ว
นอกจากนี้ ช่องทางในการซื้อสินค้าที่มีความสะดวกสบายยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้า ซึ่งส่วนนี้เองที่ทำให้ช่องทางออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเนื่องจากสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ซื้อ แต่อย่างไรก็ตาม คุณฮาร์เวิร์ดมองว่า การซื้อสินค้า Grocery ทางออนไลน์ยังมีข้อจำกัดอยู่ เช่น เรื่องของระยะเวลาในการส่งของเมื่อซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ สินค้าไม่ได้มาส่งทันที ถ้ามีการแก้ปัญหาในจุดนี้ได้ก็จะดีมาก
สิ่งที่จะเป็นเทรนด์สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือบริการ Food Delivery ที่สามารถให้ผู้บริการไปซื้ออาหารให้เราได้ อย่างในประเทศจีนสินค้าพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีอัตราซื้อจำนวนลดลง เนื่องจากมีบริการเหล่านี้ที่เข้ามาทำให้ผู้บริโภคซื้ออาหารได้ง่ายมากขึ้น คนเข้าถึงร้านอาหารผ่าน Messenger Delivery ได้มากขึ้น
ทั้งนี่ทั้งนั้น คุณฮาร์เวิร์ด เสริมว่าการปรับตัวของนักการตลาดต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มคนที่ใช้สินค้าของตัวเองเป็นหลัก โดยต้องเรียนรู้ว่ากลุ่มคนที่ใช้สินค้าของเราเป็นคนกลุ่มไหนแล้วจึงมองว่าจะต่อยอดอะไรกับคนกลุ่มที่เป็นลูกค้าได้บ้าง เช่น ถ้าทาร์เก็ตลูกค้าเป็นเด็ก ช่องทางที่จะสื่อสารกับคนกลุ่มนี้ก็น่าจะเป็นช่องทางดิจิทัล แต่ถ้าเป็นสินค้าในครัวเรือนซึ่งกลุ่มคนที่จะตัดสินใจซื้อคือแม่บ้าน เป็นคนที่อยู่บ้านทุกวัน สื่อโทรทัศน์ก็ยังเป็นสื่อที่เข้าถึงคนกลุ่มนี้มากกว่า

 

 

2. Micro Influencer Major impact engagement

ในภาพอาจจะมี 1 คน, โทรศัพท์ และ ข้อความ

การใช้ Celebrities หรือคนที่มีชื่อเสียงในสังคม ดารา นักร้อง นักแสดง มีคนติดตามมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไปมาสร้างกระแสให้กับแบรนด์กำลังถูกสั่นคลอน เพราะผู้บริโภคฉลาด และรู้ทันมากขึ้น โดยเริ่มมองว่าการใช้คนมีชื่อเสียงเป็นการโฆษณา ขนาดที่ว่าไม่เชื่อว่า Celebrities จะใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองโพสต์สนับสนุนจริง
หวยเลยมาออกมาที่ Micro Influencers เพราะเป็นคนธรรมดาทั่วไปมีผู้ติดตามประมาณ 1,000-10,000 คน มีความน่าเชื่อถือที่มากกว่า ผู้ติดตามส่วนใหญ่มักจะเป็นเพื่อน หรือคนรู้จัก และมักจะชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน ซึ่งมีโอกาสขยายไปสู่กลุ่มเพื่อนของเพื่อนต่อเนื่องไป ทำให้มีผู้ติดตามมากขึ้นและเหนียวแน่นกว่า
ส่วนข้อจำกัดที่ของ Micro Influencers ที่แม้ว่าจะมีผู้ติดตามน้อยกว่าหลายเท่าตัวก็จริง แต่ไม่มีข้อจำกัดการรีวิว เป็นช่องทางเจาะตลาดนิชมาร์เก็ต จึงมีประสิทธิภาพมากกว่า คุ้มค่ากว่าและบางทีกลับพบว่าสามารถทำให้แคมเปญการตลาดประสบความสำเร็จได้มากกว่า
• เทียบกับการใช้ Power Influencer ที่มี Engagement Rate ประมาณ 1.6 -2% Micro Influencer จะมี Engagement Rate อยู่ที่ราว 5-8%
• 73% ของนักการตลาดเริ่มโยกงบมาใช้ Influencer marketing
• 70% ของวัยรุ่นที่ใช้ YouTube เชื่อความคิดเห็นของ Influencer มากกว่าเซเลบ
• 82% มักติดตามความคิดเห็น หรือคำแนะนำจาก Micro Influencer

 

 

3. Snack Box วิถีการกินคนเมืองรุ่นใหม่ (Health Snack , Super Food)

ในภาพอาจจะมี อาหาร

การขยายตัวของสังคมเมือง หรือ Urbanization เข้ามาเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของคนไทย ประกอบกับผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มมิลเลนเนียลทวีบทบาทมากขึ้นในตลาด พวกนี้มาพร้อมกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องของที่อยู่อาศัยที่เป็นแบบแนวตั้ง การใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ตลอดจนการมีชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้เกิดการบริโภคนอกบ้านมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นโอกาสทางการตลาดของร้านค้าปลีกที่เป็น “ฟู้ด รีเทล” ในการทำตลาดสินค้าประเภทอาหารพร้อมรับประทาน ที่ปรุงเสร็จ ใส่กล่อง หิ้วไปทานได้ทุกที่
พฤติกรรมการรับประทานที่ถูกหลอมรวมออกมาแบบ “สแน็คบ็อกซ์” นี้ กลายเป็นเทรนด์ที่กำลังมีการเติบโตดีในเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยในบ้านเรารีเทลที่เป็นฟู้ดสโตร์หลายรายเริ่มมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นตรงนี้ ไล่ตั้งแต่ค่ายท็อปส์ ที่เปิดโซน New Dining Experience ภายใต้คอนเซ็ปต์ Luxury Lifestyle Dining ที่เซ็นทรัลฟู้ด ฮอลล์ สาขาชิดลม รองรับคนเมืองอย่างเต็มรูปแบบด้วยร้านอาหาร 4 สไตล์ คือ เคาน์เตอร์ Deli Bar ครัวร้อนปรุงสดทุกวันจากเชฟมืออาชีพ เคาน์เตอร์ Grilled Bar อาหารปิ้งย่าง เคาน์เตอร์ Tapas Bar by Uno Mas ซึ่งเป็นการจับมือกับห้องอาหารสเปนจากโรงแรมเซนทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ และสุดท้าย เคาน์เตอร์ Ocean Bar โดย Nagomi Tei และ Thammachart ซูชิพรีเมียมพร้อมวัตถุดิบคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น
เช่นเดียวกับเทสโก้ โลตัส ที่ปรับแผนกอาหารสดของสาขาในเมืองของตัวเอง ด้วยการเพิ่มพื้นที่ Dining Zone มีบริการ You Shop We Cook ปรุงอาหารสดพร้อมเคาน์เตอร์ให้นั่งรับประทานในสโตร์ ซึ่งเป็นรูปแบบของการรับกับเทรนด์ในเรื่องของ “สแน็คบ็อกซ์” ที่เกิดขึ้นกับคนเมืองรุ่นใหม่ของบ้านเรา….

 

 

4. แฟชั่น 2018 Sport+ Nostalgia มาแรง

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป

“เทรนด์ของแฟชั่นเปลี่ยนไปมาก เพราะแพลตฟอร์มของการสื่อสารในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม คำว่า Season แทบจะไม่มีผลกับแฟชั่นอีกต่อไปแล้ว” คุณพลพัฒน์ อัศวประภา Creative Director และ Founder บริษัท อาซาว่า กรุ๊ป จำกัด หรือที่รู้จักกันดีในนามคุณหมู อาซาว่า พูดถึงความเปลี่ยนแปลงไปของอุตสาหกรรมแฟชั่นในปัจจุบัน
ในอดีตเราเคยพูดถึงแฟชั่นว่า Season นี้อะไรที่กำลังจะมา Item ไหนที่จะฮอตฮิต คนทำงานแฟชั่นเมื่อก่อนจะคุ้นกับการมี 2 Season ต่อปี แต่ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลง แพลตฟอร์มที่แตกต่างจากอดีต ดิจิทัลเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ทำให้ความเร็วเข้ามาเป็นปัจจัยทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมี 2 Season ต่อปี กลายเป็นปัจจุบันแฟชั่นต้องมีอย่างน้อย 4 Season ต่อปี
“สมัยนี้คำว่าเทรนด์จึงมีอิทธิพลน้อยลงไปมาก ในอดีตทุกอย่างถูกทำนายล่วงหน้า แต่ปัจจุบันแฟชั่น Move มาสู่ระบบ See Now Buy Now เห็นแล้วซื้อเลย ตอนนี้แฟชั่นที่จะมาแรงก็คือเรื่องของ Subculture เรื่องของ Individualism เพราะปัจจุบันมีความหลากหลายในเรื่องของเทรนด์มากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือเทรนด์ที่อยู่มานานและยังคงอยู่ต่อไปก็คือคำว่า Sport ทั้งหมดของเสื้อผ้าจะมีความ Sport มากขึ้น เป็นผลมากจากการที่โลกเราเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงอายุ คนที่ทำแฟชั่นกลัวคำว่าแก่ ดังนั้นคำหนึ่งที่จะเข้ามามีอิทธิพลคือเรื่องของความเป็นหนุ่มเป็นสาวและสิ่งที่สามารถอธิบายความเป็นหนุ่มสาวได้ก็คือความกระฉับกระเฉง คือเรื่องของ Sport” คุณหมูอธิบาย
คุณหมูเสริมอีกว่าอิทธิพลที่จะควบคู่กันไปกับ Sport คือ Mobility เสื้อผ้าที่มีกลิ่นอายของ Mobility จะให้ความรู้สึกว่าเคลื่อนไหวเร็ว Cycle ของการใช้งานจะง่าย ดูแลง่าย อาจจะเป็นผ้าที่เป็นนาโน หรือมี Innovation ใส่ลงไปบนเนื้อผ้า เช่น ตากในที่ร่มได้ ผ้าที่ไม่ยับสามารถใส่เดินทางได้ง่าย คำว่า Mobility จะมีอิทธิพลมากกับเทรนด์ของแฟชั่น อันนี้เป็นเทรนด์ของการก้าวไปข้างหน้า คือเทรนด์กลุ่มหนึ่งของคนที่แสวงหาความแปลกใหม่ ถือเป็นเทรนด์ใหญ่
อีกหนึ่งคือเทรนด์ที่จะมาแรงคือ Nostalgia เมื่อคนวิ่งไปข้างหน้ามากขึ้น จะมีคนอีกกลุ่มที่ไม่อยากวิ่งตาม คนกลุ่มนี้จะมองย้อนกลับไปหาของเก่า ภูมิปัญญาเก่า ของ Handcraft มาเล่าใหม่ อะไรที่หายไปแล้วจะกลับมา
“ผู้ชายกลับมานิยมตัดสูทแบบ Custom-made เกิดเทรนด์อย่างเช่น พิชญ์ กาไชย หรือ เป๊ก เปรมณัช ที่นำสไตล์แบบใส่สูท ลุค Dandy กลับมาใช้ อันนี้เป็นเสน่ห์ของการแต่งตัวมากกว่าการวิ่งไปหาสมัยใหม่อย่างเดียว ในขณะที่ผู้ชายกลับไปหาความเป็น Classic, Tailor, Dandy แต่ในนั้นเองมันก็มี Innovation ผสมอยู่ด้วย อย่างเช่นผ้าวูลหรือแคชเมียร์สมัยก่อนอาจจะหนัก ตอนนี้ก็อาจจะกลายเป็นวูลผสมให้มันเบาขึ้น ผู้หญิงก็จะมีบางส่วนที่ย้อนกลับไปหาเทคนิคเก่าๆ เช่น เทคนิคการทอผ้าแบบโบราณ การย้อมผ้าแบบโบราณ แต่ทำให้มันสามารถเข้ามาอยู่ในโลกแห่งอุตสาหกรรมได้ ถึงเวลาแล้วสามารถผลิตจริงได้ นำไปใช้จริงแล้วสีไม่ตก ใส่ในเครื่องซักผ้าได้”
คุณพลพัฒน์ มองว่า เทรนด์ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ปัจจุบันแทบจะเปลี่ยนทุก 2-3 เดือน แต่เทรนด์ที่จะแทรกอยู่เสมอคือสิ่งที่บริโภคง่าย ใช้ในชีวิตประจำวัน มีความ Casual ขึ้น
“จะเห็นว่าเสื้อผ้า Casual เป็นเสื้อผ้ากลุ่มใหญ่ แต่ตอนนี้เราอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนถ่าย มีแพลตฟอร์มใหม่ของการบริโภค ซึ่งการสื่อสารก็เป็นคีย์ใหญ่ การสื่อสารทำให้มนุษย์มองตัวเองเปลี่ยนไป ทำให้สภาวะการแวดล้อมทำงาน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป พวกนี้มีผลต่อการออกแบบเสื้อผ้า เพราะว่าสุดท้ายแล้ว คนที่ Require เสื้อผ้าคือคนใส่ ถ้าคนใส่เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ คนออกแบบก็ต้องเปลี่ยนวิธีการออกแบบ
คนสมัยนี้มองแฟชั่นจากถนน จากชีวิตจริงกลับมาสู่โลกแฟชั่น เพราะฉะนั้นทุกอย่างมัน Upside Down หมด ปัจจุบันทุกคนสามารถเป็น Diva ได้ มี Blogger มี Instagram ที่คนตามเป็นล้านๆ จากคนธรรมดาคนพวกนี้กลายเป็น Influencer ขึ้นมา เพราะฉะนั้นมันจะเกิดสิ่งที่เราเรียกว่า Individualism ขึ้น ทุกคนพยายามมองหาสิ่งที่ตรงกับตัวตนของเรา คำว่าเทรนด์มันถึงมีอิทธิพลน้อยลง”
เมื่อธุรกิจแฟชั่นเปลี่ยน ส่วนของอาซาว่า กรุ๊ปเองก็มองไปที่การสะท้อนตัวตนแบรนด์ในแบบของตัวเองมากขึ้น “คอลเลคชั่นผมไม่พูดถึงความฝัน หรือ Inspire จากเทรนด์อะไรแล้ว เพราะผมคิดว่ามันไม่พอต่อการทำงานอีกต่อไป และไม่เหมาะกับโลกแฟชั่นที่มีการแข่งขันที่รุนแรง เปลี่ยนไปรวดเร็ว แถม Fast Fashion ได้ใส่วิธีคิดใส่ก่อน สวยก่อน ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในตลาด ทุกแบรนด์ถูกผลักดันให้เพิ่มจากเดิมที่มี 4 คอลเลคชั่น กลายเป็น 6 คอลเลคชั่น
แต่ผมเองกลับมาที่ 4 คอลเลคชั่นต่อปี และเลือกที่จะทำเสื้อผ้าแฟชั่นแนวดิ่งมากกว่าแนวระนาบ หมายความว่าแต่ละคอลเลคชั่นจะให้ลูกค้าเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญในระยะหลังๆ มานี้ Inspire ผมจะมาจากนามธรรม ไม่ได้มาเอาเทรนด์แฟชั่นมาดีไซน์ เช่น ผมจะมองว่าคอลเลคชั่นใหม่ของผมนี้อยากจะสะท้อนตัวตนของผู้หญิงในอุดมคติแบบไหน แต่ทุกคอลเลคชั่นผมใช้คำ 3 คำ ในการออกแบบ คือ Urban เป็นมุมมองของผู้หญิงในเมืองใหญ่ Realistic ใส่ได้ในชีวิตจริง ซีซั่นเก่าสามารถ Blend กับซีซั่นใหม่ เกิด Mix&Match และ Sophisticate ไม่หวือหวาวิ่งตามเทรนด์แฟชั่น”

 

 

5. 24 hr monitor เทรนด์ของคนรักสุขภาพ (Wearable Device)

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

ปีที่ผ่านมา Wearable Device ทั่วโลก มียอดขายสูงเกิน 120 ล้านเครื่อง โตขึ้นกว่าร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับยอดขายในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งทาง Gartner คาดการณ์ว่ายอดขายของอุปกรณ์ที่ช่วย Monitor กิจกรรมและความเคลื่อนไหวของร่างกายคนเราเหล่านี้จะสูงถึง 225 ล้านเครื่องในปี 2021
ซึ่งในปัจจุบัน Wearable Device เหล่านี้ก็มีการพัฒนาทั้งฮาร์ตแวร์ และซอฟ์ทแวร์จนชาญฉลาดขึ้นกว่ายุคเริ่มต้นมาก ทุกวันนี้ฟังก์ชั่นการนับก้าว, ตรวจการนอนว่าหลับสนิทแค่ไหน, วัดอัตราการเต้นของหัวใจ, ตรวจจตับการออกกำลังกายได้กลายเป็นฟังกั่นปกติไปแล้ว
เมื่อมารวมกับงานออกแบบที่สวยงามมีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น ไม่ใช่หนาเทอะทะหรือเป็นสปอร์ตแวร์มากจนเกินไป ก็ยิ่งทำให้อุปกรณ์สวมใส่นี้เป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น
ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันนี้ผู้ผลิตแต่ละค่ายพยายามสร้างชุมชนผู้ใช้งานของตัวเองผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ก็ยิ่งทำให้กระแสความนิยมของ Wearable Device มีเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ปัจจุบันสินค้าทีใส่ฟังก็ชั่นการ Monitor ร่างกายประกอบไปด้วย 2 กลุ่มหลักๆ คือ Smart Watch ซึ่งมี Apple เป็นเจ้าตลาด กับกลุ่ม Wearable Device ที่มี Fitbit เป็นผู้นำ
ถ้าเอาเทรนด์ของโลกมาเทียบกับปัญหาด้านสุขภาพของคนไทยที่พบว่า คนไทยร้อยละ 32 มีปัญหาน้ำหนักเกิน และนำมาซึ่งความเสี่ยงในการเป็นโรคไม่ติดต่อร้ายแรง ไมว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ
แน่นอนว่า Wearable Device มีส่วนช่วยอย่างมากในการสร้างแรงจูงในให้คนมาออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพมากขึ้น

 

 

6. จาก Health Conscious เทรนด์แฟชั่นก้าวสู่ Body Conscious

 

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และ ข้อความ

กระแสรักสุขภาพหรือ Health Conscious นั้นก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างมาได้ราวๆ 10 ปีแล้ว ดังจะเห็นได้จากคนทั่วไปเริ่มสนใจมาออกกำลังกายมากขึ้นเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น ซึ่งทำให้ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ธุรกิจฟิตเนส และอุปกรณ์กีฬาในบ้านเราเติบโต สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ต้องยอมรับว่ากระแสการเติบโตดังกล่าวนั้น มี Social Network ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, LINE เป็นตัวช่วยจุดประกาย
การโพสต์แชร์ของคนไทยที่เหมือนเป็นการแสดงออกผ่านหน้าวอลล์ของตนเองนี้ ค่อยๆ พัฒนาและสร้างเป็นกระแสใหม่ที่เรียกว่า Body Conscious ขึ้นมาทีละนิดๆ
เรียกว่าสุขภาพดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีรูปร่างหน้าตาที่ดีด้วย…
เมื่อมารวมกับเทรนด์การออกกำลังกายที่มีคอร์สฝึกให้เลือกที่หลากหลายประเภทขึ้น อาทิ CroosFit, Pole Dance, Aerial Flow, Flying Yoga ฯลฯ ที่จำเป็นต้องสวมชุดที่กระชับ รัดรูปกว่าปกติก็ยิ่งทำให้เทรนด์แฟชั่นของชุดออกกำลังกายหวือหวาเพิ่มขึ้นไปอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ตลาดเสื้อผ้ากีฬาจึงมีการปรับดีไซน์กันยกใหญ่เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว จากเดิมที่จะเน้นแค่ Performance Sportswear ก็มีการเพิ่มสีสันที่สดใสเข้าไปเป็น Fashion Sportswear ยิ่งในปัจจุบันจาก Fashion ก็กำลังก้าวไปสู่ High Fashion Sportswear ในเทรนด์แฟชั่นแบบ Body Conscious หรือการใส่เสื้อผ้าแบบรัดรูปโชว์ส่วนสัด
สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเป็นประจำ หากมีโอกาสได้ไปลงแข่งวิ่งมินิ มาราธอน รายการใหญ่ๆ สักรายการหนึ่งจะพบว่าสาวๆ ที่ลงสมัครวิ่งนี้บางคนแต่งหน้า แต่งตัวจัดกว่าไปเดินศูนย์การค้าเสียอีก
เพราะตอนนี้เทรนด์ Body Conscious กำลังเป็นที่นิยมนั่นเอง

 

 

7. Farm to Table กินแบบคนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ

 

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

ในปีที่ผ่านมา หนึ่งใน Food Trend ที่ถือว่ามาแรงหนีไม่พ้นเรื่องของอาหารที่เสิร์ฟความเป็นธรรมชาติ 100% ซึ่งเรียกว่า Farm to Table หรือจากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร เกิดขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป มีความรู้และใส่ใจกับอาหารที่จะนำเข้าปากมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตที่มาจากเกษตรอินทรีย์ น้ำสลัดโฮมเมด หรือเนื้อปรุงสดจากฟาร์มท้องถิ่น ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกเหนือจากการที่ผู้บริโภคจะได้ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว สิ่งที่เป็นผลพลอยได้ตามมาก็คือ การที่ท้องถิ่นหรือชุมชนที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์ได้รับการสนับสนุนจนเกิดเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งช่วยให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ได้บริโภคสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ
เทสโก้ โลตัส เป็นหนึ่งองค์กรที่ใช้กลยุทธ์จากฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร เพื่อเข้ามาช่วยสร้างความแตกต่างให้กับ Store ของตัวเอง รวมทั้งช่วยลดการสูญเสียอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งเพาะปลูก กระบวนการตัดแต่ง บรรจุ ไปจนถึงขนส่งจำหน่าย และบริโภค โดยการรับซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรกร ช่วยให้เทสโก้ โลตัส และเกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกร่วมกันตามความต้องการของตลาดได้ ลดปัญหาพืชผลล้นตลาดจนกลายเป็นขยะอาหาร
ขณะเดียวกัน เทสโก้ โลตัส ยังได้ร่วมมือกับเกษตรกรในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการสูญเสียระหว่างทาง และเมื่อสินค้ามาถึงร้านค้า เทสโก้ โลตัส ได้ดูแลการจัดเก็บสินค้าอาหารสดอย่างเหมาะสม เพื่อลดการสูญเสีย ณ จุดขาย ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ Win ทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งเกษตรกร เทสโก้ โลตัส รวมทั้งผู้บริโภคยังได้บริโภคสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ
แม้ว่าเรื่องของ Farm to Table อาจจะยังเป็นกระแสที่เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นานแต่ถือเป็นเรื่องสำคัญและเริ่มเป็นกระแสที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ให้สนใจกับเรื่องของการบริโภคสินค้าที่มาจากธรรมชาติ 100% ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารหลายร้านใช้เรื่องของ Farm to Table เข้ามาสร้างจุดขายทำให้กลุ่มธุรกิจร้านอาหารจากธรรมชาติและอาหารออร์แกนิกส์ประสบความสำเร็จและมีการเติบโตที่ดี
จากการวิเคราะห์โดย EIC ข้อมูลของ BCC Research, Agrarmarkt Austra Marketing กล่าวว่า ในปี 2013 มูลค่าของตลาดสินค้าอาหาร และเครื่องดื่มออร์แกนิกส์ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปอยู่ที่ราว 161,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2018 หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ที่ 15% ต่อปี โดยมีตลาดอเมริกาเหนือ และยุโรปเป็นตลาดออร์แกนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก มูลค่าตลาดรวมกันสูงถึง 95% ของตลาดออร์แกนิกส์ทั่วโลก

 

 

8. Senior Living รับ Population tsunami

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม, ข้อความ
จำนวนสูงอายุของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังจะก่อตัวเป็น Population tsunami แต่ก็ทำให้เกิดดีมานด์ใหม่ๆ ที่เรียกว่าตลาด Retirement โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัย 4 ภาคธุรกิจอสังหาจึงเริ่มแตกเซ็กเมนต์ Senior Living หรือโครงการที่พักอาศัยวัยเกษียณที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกคุณภาพสูงโดยตอนนี้ตลาดรวมมีมูลค่า 1-2 หมื่นล้านบาท อันนี้เป็นเซ็กเมนต์ใหม่ที่เข้ามาจับกลุ่ม Independent Senior Living หมายถึงกลุ่มคนเกษียณยุคใหม่ที่ยังแข็งแรง แต่ต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสังคมที่เอื้ออำนวยต่อไลฟ์สไตล์ในวัยของตัวเอง ฉะนั้น Senior Living จึงไม่ใช่โปรดักท์ที่แค่การขายที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้อง Offer ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยที่เหมาะสมกับกลุ่มผู้สูงวัยในปัจจุบัน ดังนั้นผู้ประกอบการที่จะแจ้งเกิดในตลาดนี้ได้ ต้องไม่ใช่ Pure Development แต่ต้องเป็น Life Style Development พูดง่ายๆ ว่านอกจากการออกแบบตามหลัก Universal Design แล้วก็ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งศูนย์ดูแลสุขภาพ คลับเฮาส์ ห้องฟิตเนส สระว่ายน้ำ และศูนย์บริการธุรกิจ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์กลุ่มผู้สูงอายุในโลกยุคใหม่ ที่สำคัญมีการนำเทคโนโลยี และแอพพลิเคชั่นเข้ามาอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตมากขึ้น

 

 

 

Credit: http://www.brandage.com

Facebook Comments

Leave a Reply

Scroll to top