ล้งจีนรุกผลไม้ไทยกับ 10 แนวทางแก้ปัญหา

ล้งคืออะไร

Credit: bangkokbiznews.com

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับศูนย์ศึกษาเล่าเรียนกิจการค้าระหว่างชาติ มัธยมหอการค้าไทยได้จัดประชุมสัมมนาเรื่อง

“ล้งจีนรุกผลไม้ไทย : ปัญหาและก็ทางออก” เมื่อต้นเดือนเดือนพฤษภาคมที่จังหวัดเชียงใหม่ ผมขอเริ่มจากที่มาที่ไปของปัญหาในประเด็นนี้ก่อนนะครับว่า พวกเราจะต้องสารภาพกันว่า ในตอนหลายปีมาแล้วนั้น ราคาผลิตภัณฑ์ผลไม้ไทยล่มจม มองเห็นกันบ่อยมากว่าเกษตรกรได้นำผลไม้ของตนออกมาเทกันกึ่งกลางถนนหนทาง เหตุผลว่าราคาผลไม้ต่ำรวมทั้งอยากให้รัฐบาลในเวลานั้นเข้าไปช่วยเหลือ

แล้ววันหนึ่งก็มีคนเข้ามาซื้อผลไม้ไทยอย่างใหญ่โตแล้วตีราคาให้ดีด้วย ถ้าหากผมเป็นเกษตรกรปลูกผลไม้ขาย ผมเป็นสุขแน่ๆกับการที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ผลไม้ของผม แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไป นักธุรกิจจีน หรือที่เรียกว่า “ล้งจีน” นั้น มิได้รับซื้อผลไม้จากผู้เก็บรวบรวมสิ่งเดียว มีการเข้าไปซื้อแบบเหมาสวน กรณีเหมาสวนลำไยจังหวัดเมืองจันท์ กรณีลงทุนมาทำและก็เช่าโรงอบลำไยที่จังหวัดเชียงรายรวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่ และก็กรณีการตั้งบริษัทในขณะที่ร่วมหุ้นรวมทั้งนอไม่นีเพื่อทำธุรกิจผลไม้ในไทยดูท่าจะมีการรุกคืบเข้ามาทำธุรกิจผลไม้แบบครบวงจร โดยเกือบไม่เหลือพื้นที่ทำธุรกิจให้กับคนประเทศไทย

ถ้าเหตุการณ์ยังเป็นอยู่แบบงี้อะไรจะเกิดขึ้นกับธุรกิจผลไม้ไทยทั้งยังระบบ ซึ่งเกี่ยวกับชาวไทยหลายกรุ๊ป เช่น เกษตรกรแล้วก็กรุ๊ปเกษตรกร ผู้เก็บรวบรวมผลไม้ ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย รวมทั้งผู้ซื้อคนไทยปัจจัยสำคัญที่ล้งจีนเข้ามาอย่างเร็วเป็น “ตลาดจีน” ที่เป็นตัวกระตุ้นรวมทั้งสิ่งสำคัญสำหรับการเข้ามาทำธุรกิจผลไม้ โดยที่ตลาดจีนถูกควบคุมโดยนักธุรกิจจีน ซึ่งนักธุรกิจไทยไม่อาจจะเข้าไปมีหน้าที่อะไรได้เลย ข้อบังคับการนำเข้าผลไม้ของจีนก็ระบุชัดเจนว่า “จะต้องนำเข้าผ่านบริษัทจีน” การที่ล้งจีนมีตลาดอยู่ในมือ ในอนาคตย่อมสามารถตั้งราคาได้จากที่อยากได้ การเข้ามาของล้งจีนเข้ามาในนานัปการต้นแบบตามจังหวัดต่างๆของไทยที่ต่างกัน

ตอนนี้ปริมาณผู้ประกอบธุรกิจล้งจีนในไทยมีปริมาณ 1,090 ราย แบ่งเป็นผู้ค้าลำไย 473 รายทุเรียน 556 ราย แล้วก็มังคุด 65 ราย โดยมากอยู่ในภาคทิศตะวันออก ตัวอย่างเช่น จังหวัดระยองเมืองจันท์ (ปริมาณ 400 ราย) รวมทั้งจังหวัดตราด ผมขอเริ่มจากจังหวัดเมืองจันท์ ผมได้ได้โอกาสสนทนากับเกษตรสวนลำไยที่ปลูก 150 ไร่ สำเร็จผลิตปริมาณ 80-100 ตันต่อปี (ปีทำเป็น 1 ครั้ง)ได้ลงลายลักษณ์อักษรกับล้งจีนในมิถานายน 2558 ตกลงกันว่าจะรับซื้อลำไย 30 ตัน ราคากิโลกรัมละ 49 บาท เงินมัดจำ 200,000 บาท โดยการทำการซื้อลำไยเกรดเบอร์ทองคำ และก็เบอร์1-4 ในมิถานายนที่เริ่มลงนามนั้นยังไม่มีดอกออก แปลว่าล้งจีนเข้ามาเหมาสวนก่อนออกดอกผลเสียอีก

ต่อไปอีก 45 วัน ดอกก็จะออก และก็อีก 45 วันมีจะส่งผลลำไยเล็กๆออกมา ตั้งแต่แมื่อนั้นไปอีก 4เดือน เป็นประมาณมกราคม 2558 ลำไยก็จะออกดอกผลเต็มกำลัง ข้างหลังสำเร็จลำไยเต็มต้นแล้วล้งจีนจะเข้ามาเก็บแล้วก็บรรทุกเอง สำหรับราคาขายที่ตลาดจีนอยู่ที่ 200 บาทต่อกิโลกรัม มีบางสวนที่ล้งจีนมิได้เข้ามาซื้อเองแม้กระนั้นอาศัยโครงข่ายธุรกิจที่เป็นชาวไทย (ปฏิบัติหน้าที่ใส่ผลไม้ใส่กล่อง) แล้วก็ชาวจีนอยู่ในไทย (ปฏิบัติภารกิจลงลายลักษณ์อักษรกับเกษตรกร) ปัญหาเป็นว่า“เหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้เกษตรกรรู้สึกว่าดีหรือเปล่าดี?” ผมได้รับคำว่า “ดี” แม้กระนั้นวิตกกังวลหรืออำนาจการเจรจาต่อรองในข้อตกลงของเกษตรกรเองมีน้อย อาทิเช่น ในกรณีที่ในปีใดปีหนึ่งที่ขนาดของลำไยมิได้ตามขนาดที่ตกลงกันในคำสัญญา ล้งจีนจะไม่ยอมรับการซื้อในทันที เกษตรกรเองจำต้องสารภาพการขาดทุนสำหรับปีนั้นไป

กระนั้นก็ตาม ล้งจีนเข้ามาทำธุรกิจผลิตภัณฑ์ผลไม้ของไทย ดูในด้านของวิธีการทำตลาดในระยะสั้นจัดว่า “มีผลดีต่อตัวเกษตรกรไทย” เพราะว่ามีตลาดแน่ๆ และก็ราคาไม่ตก แต่ว่าในระยะยาวยังไม่มั่นใจว่าจะเป็นผลเช่นไร มีการคิดกันไปได้ต่างๆนานา จะเป็นแบบนั้นจะเป็นอย่างงี้ สุดแต่จะคาดการณ์กันไป ส่วนตัวผม รู้สึกว่าในระยะอันใกล้นี้ พอเพียงค้าสะสมผลไม้โดยมากน่าจะเป็น “พ่อค้าจีน” ด้วยความพร้อมเพรียงของเงินลงทุนแล้วก็ตลาดจีนที่มีความต้องการ สิ่งที่วิตกกังวลก็คือพ่อค้าจีนจะควบคุมการสร้างแล้วก็การตลาดผลไม้ของไทยทั้งปวงหรือไม่ ถ้าเกิดวันหนึ่งเขาพูดว่าไม่ซื้อด้วยเหตุว่าราคาสูงเกินความจำเป็น พวกเราจะทำเช่นไรกัน

สำหรับกรณีของจังหวัดเชียงรายนั้น มีความต่างกับกรณีจังหวัดเมืองจันท์ เนื่องจากว่ายังไม่มีการเข้ามาเหมาสวนลำไย เหตุผลเพราะ สวนลำไยที่จังหวัดเชียงรายรวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่นั้นยังเป็นรายเล็กๆรายละไม่เกิน 5 ไร่ ที่เรียกว่า “ลำไยวัฒนธรรม” เป็นมิได้ทำเป็นเชิงการค้า การเข้ามาของล้งจีนจังหวัดเชียงรายเป็นกระทำเช่าพื้นที่ปลูกกล้วย (กรณีการปลูกกล้วยที่อำเภอพญาเม็งราย) รวมทั้งเพียงแต่รับซื้อจากผู้สะสมทั้งคนไทยแล้วก็ชาวจีน ส่วนกรณีของจังหวัดเชียงใหม่นั้น เป็นการเข้ามาทำโรงลำไยอบแห้ง โดยการผลิตมากขึ้นและก็เช่าของคนประเทศไทยเดิม

ล้งคืออะไร
ล้งคืออะไร

 

อีกทั้ง 3 กรณี ผมมีข้อเสนอแบบงี้ขอรับ

1) จะต้องจัดระบบฐานข้อมูลปริมาณผู้ประกอบธุรกิจผลไม้ในแต่ละจังหวัดของไทย ไม่ใช่เฉพาะในภาคเหนือรวมทั้งภาคทิศตะวันออกแค่นั้นครับที่มีพ่อค้าจีนเข้าไป ภาคใต้บ้านผมก็มีฐานข้อมูลที่ว่าควรมีรายนาม แยกตามชนิดผลไม้ แยกเป็นทุนจีน 100 เปอร์เซนต์ บริษัทร่วมหุ้น แล้วก็บริษัทไทย ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่ตรงกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

2) จะต้องบริหารจัดแจงจำนวนผลิตผลของผลไม้ทั่วประเทศด่วน กรณีของลำไยในตอนนี้เกษตรกรได้ล้มต้นยางพาราทิ้งเพื่อปลูกลำไยแทน ผมรู้สึกว่านับจากนี้ไปอีก 3 ปี ผลิตผลลำไยคงจะล้นตลาด เมื่อเรื่องนี้มาถึง “ราคาลำไยจะตกอับ” โดยทันที เกษตรกรกสิกรจะตกที่นั่งลำบากอีก

3) ระบุรูปร่างการจำหน่ายผลิตผลผลไม้หรือเปล่า ปัจจุบันนี้ผลไม้ดีๆรวมทั้งมีคุณภาพ ถูกเลือกส่งไปยังจีนเสียหมด หากเป็นแบบนี้ ผมยังไม่มั่นใจว่า ผมจะได้โอกาสรับประทานผลไม้ของประเทศไทยเกรดดีๆลูกใหญ่ได้หรือเปล่า เนื่องจากว่าเกรดดี ส่งออกนอกประเทศหมดแล้ว ต้องกำหนดรูปร่างการส่งออกไปยังจีน

4) ทำธุรกิจร่วมกับล้งจีน ในหนึ่งธุรกิจผลไม้นักธุรกิจไทยรวมทั้งจีนจำต้องแบ่งการดำเนินไม่ให้ล้งจีนปฏิบัติการทั้งยังธุรกิจ

5) สร้างความแข็งแกร่งรวมทั้งเพิ่มหน้าที่ของ “สหกรณ์การกสิกรรม” ค้าขายผลไม้ในต่างแดน และก็กระทำเก็บรวบรวมผลไม้และก็ขายให้กับล้งจีนโดยตรง ผมเรียกว่า “จังหวัดตราดโมเดล” เนื่องจากมีการกระทำค้าขายกับล้งเวียดนามซื้อเงาะ

6) หาหนทางตลาดอื่น เป็นต้นว่า ตลาดประเทศอินเดีย ที่กำลังซื้อกำลังมากขึ้น ชาวไทยหรือนักธุรกิจไทยพึงพอใจตลาดอินเดียน้อยเมื่อเทียบกับตลาดจีน ปี 2559 คาดว่าประเทศอินเดียจะมีอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจที่สูงกว่าจีน

7) จัดระบบการค้าขายผลไม้ใหม่ อะไรที่ล้งจีนทำเป็นแล้วก็ทำไม่ได้

8) เก็บภาษีนิติบุคคลจากบริษัทล้งจีนที่เข้ามาปฏิบัติการในไทย

9) แผนการคนซื้อเจอคนขาย เกษตรกรไทยเจอล้งจีนรวมทั้งเวียดนามที่ตลาดไฮกรีน (ดกนหนิง)ตลาดทดลองเบียน (ฮานอย) และก็ตลาดเจียงดกน (กว่างโจว) โดยตรงเพื่อตัดคนกลางออก

10) ”เมืองจันท์โมเดล” นักธุรกิจไทยกระทำซื้อรวมทั้งการขนส่งไปถึงมือล้งจีนโดยตรง

Facebook Comments

Leave a Reply

Scroll to top