พบวัตถุลึกลับ ทะยานผ่านดวงอาทิตย์

(ภาพ-NASA/JPL-Caltech)

ร็อบ เวอริค นักค้นคว้าด้านดาราศาสตร์จากสถาบันเพื่อการศึกษาเล่าเรียนดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาวาย ตรวจเจอวัตถุลึกลับที่เดินทางระหว่างดวงดาว (อินเตอร์สเตลลาร์ ออบเจ็กต์-ไอโซ) ที่โคจรด้วยความเร็วสูงผ่านเข้ามาในระบบสุริยะ ก่อนจะทะยานผ่านดวงตะวันจากไปด้วยความเร็วสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆช่วงวันที่ 19 เดือนตุลาคมก่อนหน้าที่ผ่านมาแล้วก็เป็นคนแรกที่ทำรายงานเสนอต่อศูนย์ไมเนอร์ แพลเนท เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมข้อมูลการศึกษาและทำการค้นพบเกี่ยวกับดาวพระเคราะห์ขนาดเล็ก, พระจันทร์, วัตถุธรรมชาติที่หมุนรอบโลก รวมทั้งดาวหางต่างๆจากทั่วทุกมุมโลก

เวอริคตรวจเจอวัตถุแปลกดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นชิ้นส่วนของวัตถุแรกสุดที่ศึกษาค้นพบว่าโคจรเข้ามาจากนอกระบบสุริยะ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้มาจากกล้องส่องทางไกล แพน สตาร์ส 1 ของมหาวิทยาลัยฮาวาย ซึ่งเป็นกล้องส่องทางไกลสำคัญที่หน่วยงานบริหารการบินแล้วก็อวกาศแห่งชาติ (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ(สหรัฐอเมริกา)) ของประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ เพื่อระบุรวมทั้งติดตามบรรดาชิ้นส่วนของวัตถุใกล้โลก (นีโอ) ทั้งหลายแหล่ โดยชิ้นส่วนของวัตถุซึ่งตรวจเจอก่อนหน้านี้ทั้งหมดทั้งปวงล้วนมีต้นกำเนิดข้างในระบบสุริยะทั้งมวล

นอกเหนือจากนั้น วิถีโคจรของวัตถุจากนอกระบบสุริยะดังที่ได้กล่าวมาแล้วซึ่งถูกตั้งชื่อพื้นฐานว่า “เอ/2017/ยูไอ” ยังผิดแผกอย่างสิ้นเชิงกับชิ้นส่วนของวัตถุหรือดาวนพเคราะห์ทั้งสิ้นในระบบสุริยะอีกด้วย พูดอีกนัยหนึ่ง วิถีโคจรของ “เอ/2017/ยูไอ” มิได้มีวิถีที่เป็นราบเดียวกันหรือใกล้เคียงกับราบของเส้นทางโคจรของทั้งหมดทุกอย่างในระบบสุริยะ ตรงกันข้าม กลับมีเส้นทางโคจรที่ทำมุมเกือบจะตั้งฉากกับราบเส้นทางโคจรในระบบสุริยะทั้งปวงอีกด้วย

การศึกษาค้นพบของเวอริค ได้รับการรับรองจากนักดาราศาสตร์ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตามหอสังเกตการณ์ทั้งโลกที่ส่งข้อมูลการเปลี่ยนแปลงแปลกของชิ้นส่วนของวัตถุดังกล่าวข้างต้นเข้ามายังศูนย์ สร้างความระทึกใจให้กับวงการนักสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์โดยรวม

นายดาวิเด ฟาร์น็อคเคีย นักวิทยาศาสตร์ประจำศูนย์เรียนรู้วัตถุใกล้โลก (ซีเอ็นอีโอเอส) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ(สหรัฐอเมริกา) กล่าวว่า วิถีโคจรของ “เอ/2017/ยูไอ” จัดเป็นเส้นทางโคจรที่สุดโต่งที่สุดเท่าที่ตนเคยเจอมาตลอดชาติของการเป็นนักดาราศาสตร์ เพราะว่านอกเหนือจากจะมีเส้นทางโคจรแปลกแล้วยังเขยื้อนด้วยความเร็วสูงมากมายเป็นพิเศษอีกด้วย “กระทั่งพวกเราสามารถบอกได้เลยว่า มันวูบผ่านระบบสุริยะไปแล้วจะไม่กลับมาอีกเลย” นายฟาร์น็อคเคียกำหนด

ตามข้อมูลที่มีการตรวจทานได้ พบว่า “เอ/2017/ยูไอ” มีความยาวไม่ถึง 1 ใน 4 ของ 1 ไมล์ หรือราว 400 เมตร ระหว่างที่โคจรเข้ามาในระบบสุริยะนั้น ความเร็วสำหรับเพื่อการโคจรสูงมากมายที่ 24.1 กม.ต่อวินาที

(ภาพ-NASA/JPL-Caltech)

นักดาราศาสตร์คนไม่ใช่น้อยบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ทีแรกๆที่ตรวจตราต่างรู้เรื่องว่าเป็นดาวหาง แต่ว่าประหลาดใจเยอะขึ้นเรื่อยๆไปอีกเมื่อพบว่ามันไม่มีหางยืดยาวออกซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะเจาะจงของดาวหางทั้งหลายแหล่ จากการคำนวณพบว่ามันโคจรเข้าไปยังจุดที่ใกล้ดวงตะวันเยอะที่สุดตอนวันที่ 9 ก.ย. โดยโคจรเข้าไปด้านในช่องระหว่างพระอาทิตย์กับเส้นทางโคจรของดาวพุธ

ต่อจากนั้นอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงของพระอาทิตย์ทำให้ “เอ/2017/ยูไอ” แปลงวิถีรวมทั้งระดับความเร็ว เหวี่ยงมันให้โคจรด้วยความเร็วสูงขึ้นกว่าเดิมพุ่งออกนอกระบบสุริยะไปยังกรุ๊ปดาวพีกาซัส โดยเฉียดฉิวผ่านเข้ามาใกล้โลกพวกเราสูงที่สุดตอนวันที่ 14 เดือนตุลาคมก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาที่ระยะห่าง 15 ล้านไมล์ หรือราวไม่ถึงกึ่งหนึ่งของระยะห่างระหว่างโลกกับดาวอังคาร ด้วยความเร็วมากถึง 43.45 กม.ต่อวินาที

ด้วยความเร็วสูงมากมายดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทำให้เป็นการยากที่นักดาราศาสตร์ทั้งหลายแหล่จะใช้กล้องส่องทางไกลจากสถานีสังเกตการณ์ต่างๆตรวจทานเนื้อหาของตัว “เอ/2017/ยูไอ” ได้ โดยคาดหมายกันว่า มีความน่าจะเป็นที่กล้องส่องทางไกลอวกาศฮับเบิลบางทีอาจถ่ายภาพการโคจรออกมาจากระบบสุริยะของมันไว้ได้

ฟาร์น็อคเคียกำหนดเหตุว่า ด้วยความเร็วดังกล่าวข้างต้นทำให้ในช่วงเวลานี้ “เอ/2017/ยูไอ” ปรากฏเป็นภาพที่มัวมากมายแล้วรวมทั้งยังจางลงเร็วมากอีกด้วย แม้กระทั้งกล้องส่องทางไกลภาคพื้นดินขนาดใหญ่ทั้งหลายแหล่ก็ทำเป็นเพียงแต่ติดตามตำแหน่งของมันถัดไปได้อีกราว 1-2 เดือนเพียงแค่นั้น ไม่มีวันที่จะตรวจตราเนื้อหาด้านกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะทางด้านกายภาพ ขนาด มวล หรือส่วนประกอบของมันได้เลย

แม้กระนั้น ข้อมูลพื้นฐานที่ได้ก่อนที่จะภาพของ “เอ/2017/ยูไอ” จะเลือนลางจางหายไปจากกล้องส่องทางไกล แสดงลักษณะน่าทึ่งบางประการออกมา โดยนอกจากจะบ่งชัดว่ามันไม่ใช่ดาวหางแล้ว ยังบ่งบอกถึงสีที่ออกจะแดงของมันซึ่งละม้ายกับสีของดาวนพเคราะห์น้อยในแถบดาวนพเคราะห์น้อยที่เรียกว่า “คีเปอร์เบลต์” อีกด้วย

บอนนี มีนเก้ รองผู้อำนวยการโครงงานวิทยาศาสตร์ประจำกล้องส่องทางไกลอวกาศ เจมส์ เว็บไซต์บ์ กล่าวว่า การเจอแล้วก็เฝ้าพินิจองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานในระบบสุริยะของพวกเรา เป็นการตรวจตราพลวัตรวมทั้งการก่อตัวของระบบดาวอื่นๆอยู่ในขณะเดียวกันนั่นเอง ถ้าวัตถุลึกลับอย่าง “เอ/2017/ยูไอ” ถูกเตะโด่งออกมาจากระบบดาวอื่นมายังระบบสุริยะของพวกเราได้ ก็จะสามารถช่วยให้พวกเราสามารถทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การก่อตัวรวมทั้งสภาวะเดี๋ยวนี้ของระบบดาวที่มันเคยอยู่ได้ ลักษณะเดียวกับที่พวกเราเคยทำความเข้าใจเกี่ยวกับดาวอังคารจากอุกกาบาตดาวอังคารที่ตกลงมาบนพื้นแผ่นดินนั่นเอง

นักดาราศาสตร์ตั้งความหวังว่า กล้องส่องทางไกลขนาดใหญ่ที่เป็นกล้องถ่ายภาพยุคสมัยใหม่ทั้งหลายแหล่ รวมถึงกล้องถ่ายรูปลาร์จ เซอร์เวย์ ไซนอปตำหนิค เทเลสวัวป (แอลเอสเอสคราว) ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในประเทศประเทศชิลี จะช่วยทำให้การเฝ้าดูองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานในอนาคตทำเป็นง่ายดายมากยิ่งขึ้นและก็มีเนื้อหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

และก็เนื้อหาของที่มาที่ไปของมันอีกด้วย

ที่มาของเนื้อหา : www.matichon.co.th

Facebook Comments

Leave a Reply

Scroll to top