การปรับ pH และใส่ปุ๋ย ผักไฮโดรโพนิกส์ (A B)

ผักไฮโดโพนิกส์ เกษตรในเมือง

ค่า pH และค่า EC

ค่า pH (Potential of Hydrogen ion)

ค่า pH  ในความหมายของการปลูกพืชไร้ดิน คือค่าความเป็นกรด-เบส ของสารละลาย (น้ำผสมธาตุอาหารที่ใช้ในการปลูกพืช)  โดยค่า pH จะมีช่วงการวัดอยู่ที่ 1 – 14  โดยจะนับค่าที่ 7 เป็นกลาง กล่าวคือ หากวัดค่าได้ต่ำกว่า 7 แสดงว่าของเหลวนั้นเป็นกรด หากวัดได้สูงกว่า 7 ขึ้นไปแสดงว่าเป็นเบส

สำหรับการปลูกพืชด้วยน้ำนั้นค่า pH มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการทำปฎิกิริยาทางเคมีกับธาตุอาหารที่ใช้เลี้ยงพืช โดยธรรมชาติน้ำที่มีความเป็นกรดจะทำให้ธาตุอาหารพืชละลายตัวได้ดี และพืชสามารถดูดซึมไปใช้งานได้อย่างสะดวก  แต่ถ้าหากน้ำที่ใช้ผสมธาตุอาหารพืชมีความเป็นเบสสูงจะทำให้ธาตุอาหารพืชตกตะกอนจนพืชไม่สามารถดูดซึมไปใช้งานได้

ดังนั้น การปรับค่า pH ผู้ปลูกจะต้องปรับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับอายุการปลูกและชนิดของพืชนั้นๆ ด้วย โดยปกติค่า pH ที่ใช้ในการปลูกพืชจะมีค่าอยู่ในช่วง 5.5 – 7.0 แต่ค่าที่ดีที่สุดต่อการละลายตัวของธาตุอาหารพืชจะอยู่ที่ 5.8 – 6.3

การปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโพนิกส์นั้นจะมีการกำหนดค่า pH ของการปลูกพืชเป็น 2 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 (ระยะเจริญเติบโต)              อยู่ในช่วงวันที่   1 – 28      กำหนดค่า pH อยู่ที่ 5.8 – 6.5
ระยะที่ 2 (ระยะสร้างผลผลิต)            อยู่ในช่วงวันที่ 29 ขึ้นไป    กำหนดค่า pH อยู่ที่ 6.5 – 7.0

การลดค่า pH นิยมใช้ กรดไนตริก (Nitric Acid) มีสูตรทางเคมี คือ  (HNO3)  ซึ่งกรดชนิดนี้เมื่อผสมกับน้ำจะแตกตัวเป็นอนุมูลย่อย เป็นไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักของพืช และกรดที่นิยมใช้อีกชนิดหนึ่งคือ กรดฟอสฟอริก (Phosphoric Acid) มีสูตรทางเคมี คือ  H3PO4  ซึ่งกรดชนิดนี้เมื่อผสมกับน้ำจะแตกตัวเป็นอนุมูลย่อย เป็นฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักของพืชเช่นกัน การใช้กรดทั้งสองชนิดนี้จึงมีผลพลอยได้จากการปรับลดค่า pH แล้วยังได้ธาตุอาหารพืชเพิ่มขึ้นมาในระบบอีกด้วย

การเพิ่มค่า pH นิยมใช้ โพแทสเซียมคาร์บอเนต (Potassium Carbonate) หรือ โพแทสเซียมไฮดรอกไซต์ (Potassium  Hydroxide) ซึ่งเคมีทั้ง 2 ชนิดนี้เมื่อผสมกับน้ำจะแตกตัวเป็นอนุมูลย่อย ได้โพแทสเซียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักของพืชเช่นกัน

ข้อควรระวังในการปรับค่า pH


การปรับค่า pH ค่อยปรับด้วยความระมัดระวัง และค่อยปรับลดลง อย่าปรับค่า pH ให้ต่ำเกินกว่า 4 จะทำให้รากพืชได้รับอันตรายจากการกัดกร่อนของกรด จนทำให้รากพืชอ่อนแอ และเชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น ค่า pH ที่ต่ำเกินไปยังส่งผลให้ความเข้มข้นของธาตุเหล็กในระบบปลูกมีสูงขึ้น   ถ้าธาตุเหล็กในระบบปลูกมีมากเกินไปจะเป็นพิษกับพืชได้   ในทางกลับกันถ้าปล่อยให้ค่า pH สูงเกินกว่า 7 เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 2 – 3 วัน จะส่งผลต่อการดูดซึมธาตุอาหารพืช เช่น ฟอสฟอรัส, เหล็ก, แมงกานีส โดยค่า pH ที่เหมาะสมคือ 5.8 – 6.3

Figure: How pH affects nutrient availability.

ตารางแสดงปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารพืช ในค่า pH ระดับต่างๆ

(ค่า pH ที่สมบูรณ์ที่สุดต่อปริมาณธาตุอาหารคือ 6.25)

……………………………………………………………………………………………………………….

ค่า EC (Electric Conductivity)

ค่า EC  คือ ค่าเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าในของเหลว  ในการปลูกไฮโดรโพนิกส์หมายถึงปริมาณแร่ธาตุที่ละลายอยู่ในของเหลว  โดยปกติน้ำบริสุทธิ์จะมีค่านำกระแสไฟฟ้าต่ำหรือมีค่าเป็นศูนย์  แต่เมื่อมีการเติมสารละลายต่างๆ ลงในในน้ำนั้นจะทำให้ค่าสารละลาย หรือค่านำกระแสไฟฟ้าในน้ำนั้นๆ สูงขึ้นด้วย
พืชแต่ละชนิดจะมีความต้านทานต่อค่า EC หรือ (ความเข้มข้นของธาตุอาหารพืช) ที่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์, อายุของพืช และสภาพแวดล้อมในการปลูกขณะนั้นด้วย หากเราใช้ค่า EC ไม่เหมาะสมกับพืช แล้วจะทำให้พืชนั้นเจริญเติบโตไม่เป็นปกติ หรือขาดความสมบูรณ์ได้

ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดค่า EC คือ
1. ชนิดและสายพันธุ์พืช
   กล่าวคือ พืชต้องอาศัยการคายน้ำทางใบเพื่อให้เกิดแรงดันที่รากพืชเพื่อให้น้ำที่ผสมธาตุอาหารซึมผ่านจากรากไปยังส่วนต่างๆ ของพืชได้ หากค่า EC สูงกว่าค่ามาตราฐาน ของพืชชนิดนั้นๆ พืชจะไม่สามารถนำพาน้ำที่มีธาตุอาหารไปยังส่วนต่างๆของพืชได้  ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่ดี และเกิดขาดธาตุอาหารต่างๆ ได้

2. อายุของพืช   กล่าวคือ พืชในแต่ละช่วงอายุจะมี การใช้ธาตุอาหารไม่เท่ากัน โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงของการเจริญเติบโต ดังนี้

2.1 ช่วงต้นเกล้า  : ช่วงสัปดาห์แรกของการเจริญเติบโต เมื่อพืชงอกออกจากเมล็ดพืชจะใช้พลังงานและอาหารจากใบเลี้ยงเป็นหลัก ทำให้การกำหนดค่า EC ในช่วงสัปดาห์แรกนี้จะอยู่ที่ประมาณ 30 – 50 % ของค่า EC ในพืชชนิดนั้นๆ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในสัปดาห์ต่อไป

2.2 ช่วงเจริญเติบโต : ช่วงสัปดาห์ที่ 3 เป็นต้นไป ช่วงนี้เป็นช่วงที่พืชต้องการใช้พลังงานและธาตุอาหารสูงมาก เพื่อใช้ในการสร้างส่วนต่างๆ ของใบ, ลำต้น, ดอก   โดยจะใช้ธาตุอาหารประมาณ 80 – 100% ของค่า EC ในพืชชนิดนั้นๆ

2.3 ช่วงขยายพันธุ์ : เป็นช่วงที่พืชผ่านการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่มาแล้วพืชได้ทำการสะสมอาหารและพลังงานมาไว้อย่างเต็มที่แล้ว พืชจะเริ่มใช้ธาตุอาหารใหม่น้อยลง โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 50 – 70% ของค่า EC ในพืชชนิดนั้นๆ

3. สภาพอากาศและฤดูกาล  หากช่วงเวลาดังกล่าวมีปัจจัยที่ทำให้พืชต้องคายน้ำสูง เช่น แสงแดดจัด, อากาศร้อน พืชจำเป็นต้องมีการดูดซึมน้ำมากขึ้นเพื่อนำมาชดเชยน้ำที่สูญเสียไป หากมีการใช้ค่า EC ที่สูง ในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว พืชจะนำน้ำไปชดเชยน้ำที่เสียไปได้ลำบาก เราจึงเห็นพืชเหี่ยวเฉาในช่วงเวลาที่อากาศร้อนและแสงแดดจัด ดังนั้นช่วงเวลาที่อากาศร้อนมากๆ และแสงแดดแรงเกินไปเราต้องปรับลดค่า EC ลง พร้อมกับลดกิจกรรมการคายน้ำของพืชลง เช่น พรางแสง, เสปรย์น้ำ เพื่อลดอุณหภูมิลง

ค่ามาตราฐานสำหรับน้ำที่จะนำมาใช้ในการปลูกพืชไฮโดรโพนิกส์ จะต้องมีค่าเริ่มต้นก่อนใส่ปุ๋ยไม่เกิน 0.3 ms/cm  หากค่าเกินจะทำให้มีข้อจำกัดในการใส่ธาตุอาหารพืช (ใส่ธาตุอาหารพืชได้น้อยลง) เพราะกังวลว่าค่า EC จะเกินกว่าที่พืชนั้นๆ จะรับได้ จนกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ น้ำที่เหมาะสมที่สุดในการนำมาใช้ในการปลูกพืชไฮโดรฯ ได้แก่ น้ำฝน, น้ำประปาส่วนภูมิภาคและประปานครหลวง ฯลฯ เนื่องจากมีค่า EC ต่ำและเป็นแหล่งน้ำที่ประหยัด  ส่วนน้ำที่ไม่แนะนำมาใช้ในการปลูก เช่น น้ำบาดาล  เนื่องจากส่วนใหญ่น้ำบาดาล จะมีค่า EC สูง แล้วยังมี แคลเซียมคาบอเนท (หินปูน) สาเหตุของความกระด้างในน้ำ ทำให้ปุ๋ยตกตะกอนได้ง่าย  หากไม่สามารถหาน้ำได้จากแหล่งดังกล่าวจริงอาจจะต้องมีการบำบัด ด้วยวิธีกรองเพื่อลดค่าสารละลายในน้ำลงก่อนเพื่อให้มีค่า EC อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่จะนำมาปลูกพืชได้ โดยวิธีการกรองต้องใช้เครื่องกรองที่สามารถกรองสารละลายในน้ำได้ เช่น ระบบกรอง Reverse Osmosis (R.O.) หรือการกรองด้วยระบบกรอง Softener ด้วยสารกรอง Resin เป็นต้น

ค่า EC และ pH ของพืชแต่ละชนิด

ชนิดพืช

ค่า EC (mS/cm)

ค่า pH

ผักสลัด (ผักกาดหอม สลัดแก้ว สลัดนอก red oak ,green oak ,butterhead,green cos ,fillie iceburg,red coral,green coral) 1.8 – 2.2 5.5 – 6.5
กะหล่ำดอก 2.5-3.0 6.0-6.5
กะหล่ำปลี 2.5-3.0 6.5-7.0
ขึ้นฉ่าย 2.0-3.0 6.0-6.5
คะน้า 3.5-4.5 6.0-6.5
แครอท 1.8-2.2 5.8-6.3
บร็อกโคลี 2.5-3.0 6.0-6.5
ผักกาดหัว (หัวไชเท้า) 2.0-5.0 7.0-7.2
ผักโขม ผักบุ้ง 1.4-2.0 5.0-7.0
ผักชี 2.5-3.0 6.0-6.5
กะเพรา 1.8-2.2 5.5-6.5
หอม 1.4-1.8 6.0-7.0
กวางตุ้งใบ, กวางตุ้งดอก, ฮ่องเต้ 1.5 – 2.5 6.0 – 7.0
บลูเบอรี่ 1.8 – 2.0 4.0 – 5.0
บาเซิล, โหระพา 1.0 – 1.6 5.5 – 6.0
ฟักทอง 1.8 – 2.4 5.5 – 7.0
สตรอเบอรี่ 1.8 – 2.2 6.0 – 6.8
สะระแหน่, มิ้น 2.0 – 2.4 5.5 – 6.0

** (ค่า pH ที่สมบูรณ์ที่สุดต่อปริมาณธาตุอาหารคือ 6.25) **

Credit: zen-hydroponics.blogspot.com


การใส่ปุ๋ย A B

1. ให้ใส่ทีละอย่าง แล้วคนให้เข้ากับน้ำก่อน ค่อยเทอีกตัว เช่น ใส่ A คนให้เข้ากับน้ำก่อน แล้วค่อยใส่ B แล้วคนให้เข้ากับน้ำ
2. ใส่ใน จำนวนที่เท่าๆกัน เช่น A 1 ฝา ก็ต้อง B 1 ฝา

วิธีการผสมปุ๋ยไฮโดรโพนิกส์

–ปุ๋ยที่ท่านได้รับไปนั้นจะแบ่งเป็น2 ชุดคือ ชุด AและB

1 ให้หาขวดสำหรับใส่ปุ๋ยไฮโดรโพนิกส์ตามขนาดที่ต้องการเช่น หากเป็นปุ๋ยไฮโดรโพนิกส์ขนาด1 ลิตร ให้เตรียมขวด 1 ลิตรหรือ 1.5 ลิตร ทำเครื่องหมายแสดงปริมาตร1 ลิตร ทั้งหมด2 ขวด
2 ใส่ปุ๋ยแห้งในชุดAลงในขวดแรกให้หมด ใส่น้ำให้ครบ 1 ลิตร เขย่าแรงๆจนปุ๋ยแห้งละลายจนหมด
เท่านี้ท่านก็จะได้ปุ๋ยA ไฮโดรโพนิกส์
3 ใส่ปุ๋ยแห้งในชุดBลงในขวดที่2 ทั้งหมด ใส่น้ำให้ครบ 1 ลิตร เขย่าแรงๆจนปุ๋ยละลายจนหมด
เท่านี้ท่านก็จะได้ปุ๋ย B ไฮโดรโพนิกส์

*****วิธีการใช้ ใช้ในอัตราส่วนเท่ากัน เช่น ใส่ปุ๋ย A10 CC ก็ให้ใส่ปุ๋ยB 10 CC เช่นกัน

—-สำหรับการปลูกแบบน้ำนิ่งในกล่องโฟมหรือกระบะปลูก ตวงน้ำให้รู้ปริมาตรที่แน่นอนจากนั้น
ใส่ปุ๋ยเอลงไป คนให้เข้ากัน. แล้วใส่ปุ๋ยบีตามลงไป คนให้เข้ากัน

—-สำหรับแปลงใหญ่ในระบบน้ำวน ให้ใส่ปุ๋ยเอลงในถังพักสารละลาย รอประมาน 4-6 ชม เพื่อให้ปั้มน้ำหมุนสารละลายให้เข้ากัน จากนั้นใส่ปุ๋ยบีตามลงไป’’

ค่า EC ของพืชกับสูตรมาตรฐานและสูตรใส่ใจในตัวอย่างพืชที่นิยมปลูก
อัตราส่วน1:200 น้ำ1 ลิตร ใช้อัตราส่วนดังนี้
สูตรมาตรฐาน. สูตรใส่ใจ

 

ผักสลัด………. สูตรมาตรฐาน………..5 cc…..สูตรใส่ใจ…….3–5 cc…….EC 1.2-1.8
(ผักกาดหอม สลัดแก้ว สลัดนอก red oak ,green oak ,butterhead,green cos ,fillie iceburg,red coral,green coral)

ผักบุ้ง…………สูตรมาตรฐาน…… 8-10 cc…..สูตรใส่ใจ……….7 cc……..EC 2.0-2.5
ผักกาดขาว…….สูตรมาตรฐาน…… 8-10.cc…..สูตรใส่ใจ…..8-10 cc……..EC 2.0-2.8
กวางตุ้ง……….สูตรมาตรฐาน……… 10 cc…..สูตรใส่ใจ……..10 cc……..EC 2.5-3.0
กวางตุ้งฮ่องเต้….สูตรมาตรฐาน…..10-12 cc…..สูตรใส่ใจ……..10 cc……..EC 2.8-3.2
คะน้า…………สูตรมาตรฐาน……….15 cc…..สูตรใส่ใจ…12-15 cc……..EC 3.5-4.2
ร้อคเก็ต……….สูตรมาตรฐาน….. 8-10 cc…..สูตรใส่ใจ………7 cc………EC 2.2-2.5

***วิธีการใช้หมายถึง ใส่ทั้งAและB เท่าๆกัน เช่นผักสลัด=5ccต่อน้ำ1 ลิตรหมายถึง ใส่ปุ๋ยA5 cc คนให้เข้ากัน แล้ว ใส่ปุ๋ยB5 cc แล้วคนให้เข้ากัน เท่านี้ท่านก็จะได้สารละลายสำหรับปลูกพืชไร้ดินแล้วครับ

 

Credit: pantip.com


[Hydroponic] ความรู้เรื่อง pH-down

 

ความรู้ในการปรับค่า pH

ในการปลูกพืชในระบบไฮโดรโพนิกส์นั้น การควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่าง ( pH ) ของสารละลายในระบบ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
เป็นสิ่งจำเป็นไม่น้อยไปกว่าการใส่ธาตุอาหารให้กับพืช หากไม่สามารถรักษาระดับความเป็นกรด-ด่างให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการปลูกพืชไว้ได้ จะทำให้พืชไม่สามารถดูดซึมธาตุอาหารที่มีในระบบ ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ค่า pH ของสารละลายโดยทั่วไปควรอยู่ในช่วง 5.5 – 6.5 หรือให้ดีที่สุดอยู่ในช่วง 5.8 – 6.2 ซึ่งเป็นช่วงที่พืชสามารถดูดใช้ธาตุอาหารทุกตัวได้ดี แต่หากค่า pH ของสารละลายต่ำกว่า 4 จะเป็นอันตรายต่อรากพืช ในทางตรงข้ามถ้า pH สูงกว่า 7 ติดต่อกันนาน 2 – 3 วัน จะทำให้การดูดใช้ ฟอสฟอรัส เหล็ก และแมงกานีส ผิดปกติไปเนื่องจากธาตุอาหารดังกล่าวจะตกตะกอนในสภาวะที่น้ำมีค่า pH เกินกว่า 7 ขึ้นไป ทำให้พืชขาดธาตุอาหารดังกล่าวจนแสดงอาการขาดธาตุอาหารดังกล่าวออกมา

โดยปกติเมื่อปลูกพืชในระบบไฮโดรฯ ค่า pH ของสารละลายจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งพืชโตขึ้นมากเท่าใด ค่า pH จะยิ่งสูงขึ้นตาม ทั้งนี้เพราะ ในการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ (vegetative growth) พืชจะมีการดูดใช้ ไนเตรทอิออน (NO3-) เป็นส่วนใหญ่ (ดูดใช้ประจุลบมากกว่าบวก) จึงมีการปล่อยอนุมูลไบคาร์บอเนต (HCO3-) ออกมาในปริมาณเท่ากัน ทำให้ pH ของสารละลายเพิ่มขึ้นด้วย ในการปลูกพืชไฮโดรโพนิกส์จึงต้องวัดค่า pH สม่ำเสมอและปรับค่าให้อยู่ประมาณ 6 ตลอดเวลา

ในการปรับค่า pH ของสารละลาย เรานิยมใช้ กรดไนตริก หรือกรดฟอสฟอริก ซึ่งการเติมกรดทั้ง 2 ชนิดนี้จะช่วยลดค่า pH ในน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว อนุมูลของกรดทั้งสองชนิดนี้เมื่อแตกตัวจะทำให้ได้ธาตุอาหารพืชที่แตกต่างกันออกไปคือ กรดไนตริก จะได้ไนโตรเจน และกรดฟอสฟอริกจะได้ฟอสฟอรัส และการใช้สูตรสารละลายธาตุอาหารที่มีแอมโมเนียมเป็นส่วนผสมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการรักษาสมดุล pH ในช่วงฤดูร้อน เพราะ เมื่อมีอนุมูล NH4+ ในสารละลายการดูดใช้อนุมูลนี้ของพืชจะเกิดการปลดปล่อยอนุมูลไฮโดรเจนออกมา ทำให้ pH ลดลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามต้องระวังไม่ให้อนุมูล NH4+ เพิ่มเกิน 10% ของความเข้มข้นของอนุมูล NO3- ในสารละลาย เนื่องจาก NH4+ ที่ความเข้มข้นสูงๆ เป็นอันตรายต่อพืชได้

ในทางกลับกัน หากต้องการเพิ่มค่า pH ของสารละลาย ในกรณีที่น้ำที่ใช้ตั้งต้น มีค่า pH ต่ำ การเพิ่ม pH ของสารละลายทำได้โดยเติมโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ หรือโพแทสเซียมคาร์บอเนต และลดปริมาณแอมโมเนียมไนเตรต (NH4NO3) ลง หรืออาจจะเปลี่ยนจากโมโนแอมโมเนียมฟอสเเฟต มาใช้ ไดแอมโมเนียมฟอสเฟตแทนก็ได้ สารที่นิยมใช้ในการเพิ่มค่า pH คือ โซเดี่ยมคาร์โบเนต (sodium carbonate) ซึ่งมี pH 8.2 และช่วยเพิ่มโพแทสเซียมในสารละลายได้ แต่ไม่ควรใช้ในรูปของเกลือโซเดี่ยม เนื่องจากพืชไม่ต้องการธาตุนี้

ข้อดีของกรดทั้ง 2 ชนิดในการลดค่า pH

1. กรดไนตริก (HNO3) จะช่วยเพิ่มไนโตรเจนในสารละลาย มีราคาถูก เป็นที่นิยมใช้กันมาก
2. กรดฟอสฟอริก (H3PO4) จะช่วยเพิ่มฟอสฟอรัส แต่มีราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับกรดตัวอื่น แต่จะลด pH ได้ดีกว่ากรดชนิดในปริมาณการใช้ที่เท่ากัน

** (ค่า pH ที่สมบูรณ์ที่สุดต่อปริมาณธาตุอาหารคือ 6.25) **

เครดิต…ขอบคุณ http://www.nanagarden.com/product/184640

Credit: https://pantip.com/topic/34255454


Dropper Tube หรือหลอดหยดสารละลาย

image

ขนาด มาตรฐาน 1 หลอด คือ 20 ml
20 ml = 20 cc

ดังนั้น ถ้าเราต้องการ ปลูกผักสลัดที่ใช้ ถังน้ำขนาด 200 ลิตร จะได้ดังนี้
เติม A/B อย่างละ 5 cc ต่อน้ำ 1 ลิตร

เราใช้ถังน้ำขนาด 200 ลิตร ต้องเติมทั้งหมด 1000 cc

ถ้าเราใช้ Dropper Tube หรือหลอดหยด สารละลาย 1 หลอด (ขนาด 20 ml หรือ 20 cc)
จะต้องใช้ Dropper Tube หรือหลอดหยดสารละลาย

ปุ๋ย A ใช้ 50 หลอด (50 * 20 cc = 1000 cc)
ปุ๋ย B ใช้ 50 หลอด (50 * 20 cc = 1000 cc)

โดยประมาณ

**หมายเหตุ ผักสลัดต้องการ EC ที่ 1.8 – 2.2

 

pH Down อัตราส่วน น้ำยา 1 ซีซี ต่อ น้ำ 6 ลิตร

ถ้าเราใช้น้ำถัง 200 ลิตร จะต้องใช้ pH Down ที่ราวๆ 30 – 35 cc
ถ้าใช้ Dropper Tube หรือหลอดหยดสารละลายจะใช้ 1.5 – 2 หลอด ต่อน้ำ 200 ลิตร

**หมายเหตุ

น้ำประปา จะมี pH ราวๆ 7.5 – 8  และจะมี EC ที่ราวๆ 0.3 ms/cm
การปรับ pH และ EC ให้ปรับที่ pH ก่อน

เนื่องจากน้ำประปา หรือน้ำทีกินปุ๋ยไปเรื่อยๆ จะมี pH เพิ่มขึ้นเสมอ (ในขณะที่ EC ค่อยลดลง(เจือจาง)เพราะถูกพืชเอาไปใช้งาน)

pH Down ทำหน้านี้ หยดแล้ว ปรับค่า pH ลง ตามอัตราส่วนข้างต้น น้ำ 200 ลิตรใช้ทีละ 1.5 – 2 หลอด แล้ววัด pH หลังหยดทุกครั้ง
หยดเพิ่ม จนน้ำได้ pH อยู่ที่ 5.9 – 6.0 (**ค่าเป้าหมาย pH คือ 6.25)

เมื่อปรับ pH ได้ที่ 5.9 –6.0 แล้วค่อย ใส่ ปุ๋ย A และ B เข้า ให้ได้ตามเป้าหมาย คือ 1.8 – 2.2 ms/cm

น้ำ 200 ลิตร ใช้ปุ๋ย A และ B อย่างละ 50 หลอด (1000 CC = 1 ลิตร) ใช้เพิ่มไปจนกว่าจะได้ EC ที่ 1.8 – 2.2 ms/cm หลังปรับปุ๋ย ค่า pH จะเพิ่มขึ้นตามไปอัตโนมัติ อาจจะไปอยู่ที่ 6.25 ตามที่เราต้องการ

 


สูตรคำนวณการใส่ปุ๋ย A B

น้ำในถัง x ลิตร
อัตราส่วนการเติมปุ๋ย A 5 cc ต่อ 1 ลิตร
อัตราส่วนการเติมปุ๋ย B 5 cc ต่อ 1 ลิตร

จำนวนปุ๋ย A ที่ต้องใช้ต่อน้ำ x ลิตร = x * 5 = … CC  <—– ได้ค่า y
จำนวนปุ๋ย B ที่ต้องใช้ต่อน้ำ x ลิตร = x * 5 = … CC  <—– ได้ค่า y

หลอดหยดสารละลาย 1 หลอด เท่ากับ 20 cc
จำนวนหลอดสำหรับหยดปุ๋ย A ต่อน้ำ x ลิตร เท่ากับ (y)/20 = … หลอด
จำนวนหลอดสำหรับหยดปุ๋ย B ต่อน้ำ x ลิตร เท่ากับ (y)/20 = … หลอด


สูตรคำนวณ การใส่ ph Down

น้ำในถัง x ลิตร
อัตราส่วนการเติมph Down 1 cc ต่อ 6 ลิตร

จำนวน ph Down ที่ต้องใช้ต่อน้ำ x ลิตร = x/6 = … CC  <—– ได้ค่า y

หลอดหยดสารละลาย 1 หลอด เท่ากับ 20 cc
จำนวนหลอดสำหรับหยด ph Down ต่อน้ำ x ลิตร เท่ากับ y/20 = … หลอด


คำนวณปริมาณ การใช้ pH และการใส่ปุ๋ย A B  แบบออนไลท์

ใส่ปริมาณน้ำในถัง หน่วยเป็นลิตร

Facebook Comments

Leave a Reply

Scroll to top