บุกจีน! “ตลาดปราบเซียน” กลยุทธ์”มาลี-เรดบูล” เข้าใจเทรนด์-เจาะตลาดได้จริง

ภาพจาก : worldandshe.commost-important-phrase-in-chinese

บุกจีน! “ตลาดปราบเซียน” กลยุทธ์”มาลี-เรดบูล” เข้าใจเทรนด์-เจาะตลาดได้จริง

updated: 22 เม.ย 2559 เวลา 18:50:26 น.
ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

จีนนอกจากจะเป็นตลาดใหญ่ กำลังซื้อสูง ทั้งยังเป็นประเทศที่หอมหวาน จนทำให้ผู้ประกอบการของไทยหลายรายอยากจะเข้าไปทำการค้าประเทศหนึ่ง แต่กระนั้นในอีกด้านจีนก็เป็นตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ตลอดเวลา

เพราะอย่างที่ทราบ ประเทศจีน ถือเป็น “ตลาดปราบเซียน” แห่งหนึ่งของเอเซีย หากผู้ประกอบการไม่มีความรู้ความเข้าใจดีพอ อาจทำให้ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการทุกคนที่จะเข้าไปทำตลาดในประเทศจีน ทั้งในส่วนของการสั่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย

การขายของออนไลน์หรือการสร้างแบรนด์เพื่อนำสินค้าเหล่านั้นเข้าไปจำหน่ายในประเทศจีนจึงต้องทำการบ้านมากพอ

“ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร” ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์หอการค้าไทยในประเทศจีน บริษัท โกลโบล โปร บิซิเนสส์ โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชี้ข้อฉงนสงสัยในเรื่องเหล่านี้ให้ฟังว่า ผู้บริโภคจีนมีความยึดติดกับการใช้สินค้าที่เป็นแบรนด์ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะผู้บริโภคระดับบน

“เห็นได้จากการที่จีนเริ่มลงทุนในนวัตกรรม และสินค้าต่างๆ อาทิ การอนุญาตให้บริษัทต่างชาติที่มีนวัตกรรมมาตั้งฐานการผลิต การซื้อสินค้าต้นแบบมาพัฒนาต่อจนได้สินค้าใหม่ที่คุณภาพใกล้เคียงหรือดีกว่า โดยภาครัฐจีนจะให้การสนับสนุนเต็มที่ เพื่อเปิดพื้นที่สปอนเซอร์ผ่านการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2008 ที่ผ่านมา จนยกระดับเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าต้นแบบ ไม่ใช่สินค้าเลียนแบบเช่นที่ผ่านมา”

ภาพจาก : worldandshe.commost-important-phrase-in-chinese
ภาพจาก : worldandshe.commost-important-phrase-in-chinese

ดังนั้น สินค้าที่จะเข้ามาทำตลาดในจีนจึงต้องมีกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ต่างๆ เหล่านี้ด้วย คือ

หนึ่ง การสำรวจตลาดจีน เพราะจีนนับเป็นตลาดที่มีกลุ่มผู้บริโภคหลากหลาย ขณะนี้มีมากกว่า 20 กลุ่ม โดยแบ่งตามฐานะ ช่วงอายุ และภูมิประเทศ เฉลี่ยแต่ละกลุ่มมีลูกค้าประมาณ 20 ล้านคน ไม่นับรวมประชากรที่กำลังจะเกิดใหม่ในอนาคตจากการผ่อนผันนโยบายลูกคนเดียว

สอง หาชื่อสินค้าที่เป็นภาษาจีนเพื่อจดทะเบียนการค้า
และควรมีความหมายเชิงบวก หรือออกเสียงพ้องกับคำมงคล การมีชื่อภาษาจีน เพื่อให้แบรนด์จดจำได้สะดวก และต่อยอดได้ง่าย โดยคนจีนจะไม่เรียกชื่อสินค้าเป็นภาษาอังกฤษ แม้จะมีชื่อภาษาอังกฤษกำกับก็ตาม


สาม เลือกการประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับงบประมาณและประเภทสินค้า
รัฐบาลจีนมีการควบคุมโฆษณามิให้มีการโฆษณาเปรียบเทียบระหว่างสินค้าต่อสินค้าด้วยกัน ดังนั้น ช่องทางที่ได้ผลอย่างมากคือการใช้คนดังมาโฆษณาผ่านรายการโทรทัศน์ หรืองานอีเวนต์ รวมถึงการโปรโมตผ่านช่องทางออนไลน์อื่นๆ

เพราะฉะนั้น ถ้าดูจากกรณีศึกษาของผู้ประกอบการไทยที่มีโอกาสบุกตลาดจีนจนประสบความสำเร็จ จึงพบว่า “Malee” แบรนด์ไทยที่เข้าไปบุกตลาดน้ำมะพร้าว โดยเขาทำการศึกษาตลาด จนมีการนำคุณประโยชน์ของน้ำมะพร้าวมาผ่านทฤษฎีหยิน-หยางเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจง่าย ทั้งยังมีการจับคู่ผลิตภัณฑ์กับเทรนด์แฟชั่น โดยให้บล็อกเกอร์เกี่ยวกับสุขภาพและบล็อกเกอร์ด้านความงามทดลองดื่ม แล้วเขียนรีวิวสินค้า

รวมถึงมีการเสนอบทความเกี่ยวกับประโยชน์จากการดื่มน้ำมะพร้าวลงนิตยสารต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีการเผยแพร่คลิปโฆษณาผ่านยูทูบด้วยการใส่ซับไตเติลภาษาจีน พร้อมกับมีการออกงานจัดอีเวนต์เพื่อให้ลูกค้าทดลองชิมในงานต่างๆ ตรงนี้เป็นกลยุทธ์ซอฟต์เซลที่ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี

ส่วนอีกแบรนด์ คือ “Red Bulls” ซึ่งมียอดจำหน่ายในจีนปีละ 1 แสนล้านบาท โดยเขาใช้กลวิธีสร้างแบรนด์ด้วยการควบคุมช่องทางการจำหน่ายผ่านพนักงานขายที่ลงพื้นที่เจาะทุกร้าน ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงร้านโชห่วยบนภูเขา ทำให้แบรนด์ถูกผ่านสายตาอย่างทั่วถึง ทั้งยังต่อสู้กับสินค้าลอกเลียนแบบอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

กล่าวได้ว่าทั้ง 2 แบรนด์ แม้จะเป็นแบรนด์ใหญ่ แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างความรับรู้แก่ผู้บริโภคชาวจีนทั้งสิ้น ดังนั้น หากผู้ประกอบการรายเล็กจะเข้าไปในตลาดจีนบ้าง ก็ต้องหมั่นศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง

ที่สำคัญจะต้องท่องคาถาสำคัญ คือ “ไม่ท้อ” อยู่ตลอดเวลาด้วย เพราะจะทำให้เรามีโอกาสสักวันหนึ่งก็ได้ใครจะไปรู้

Facebook Comments

Leave a Reply

Scroll to top