กลิ่นอายของทศวรรษที่ 80

หากกล่าวถึงรถซูเปอร์คาร์ที่เป็นสุดยอดปรารถนาของนักขับทั่วโลกตลอดมา ชื่อของ เฟอร์รารี เอฟ40 จากทศวรรษที่ 80 นั้นเป็นตำนานที่ยังตราตรึงอยู่ในใจของนักเลงรถตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ด้วยคุณลักษณะที่แตกต่างจากรถซูเปอร์คาร์ในทุกวันนี้ จากการที่เน้น “น้ำหนักเบา” โครงสร้างรถของเอฟ40 จึงสร้างขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์ เมื่อรวมกับขุมกำลังมาจากเครื่องยนต์ วี8 2.9 ลิตร เทอร์โบคู่ 471 แรงม้า รถทั้งคันหนักเพียง 1,369 กก. นอกจากนั้นยังไม่มีระบบอัจฉริยะ หรือระบบอำนวยความสะดวกใด ๆ การควบคุมทุกอย่างเป็นทักษะของผู้ขับล้วน ๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ สัมผัสและการควบคุมที่ “ดิบ” ไร้การปรุงแต่งเป็นความสัมพันธ์ที่หลอมรวมร่างกายและเครื่องจักรเป็นหนึ่งเดียวกัน อาจจะเปรียบได้กับการ “เสพสมแบบไร้ถุง” จึงเป็นสาเหตุที่รถรุ่นเอฟ40 จึงเป็นตำนานถึงทุกวันนี้ แม้จะมีรถที่เร็วกว่าเกิดขึ้นมากมายแล้วก็ตาม
        
แมคลาเรน ผู้ผลิตซูเปอร์คาร์สัญชาติอังกฤษ ดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องของความสัมพันธ์ที่หายสาบสูญไปแล้วนี้ พวกเขาจึงนำเสนอรถยนต์แนวคิดรุ่น “เซนน่า” รถซูเปอร์คาร์รุ่นท็อปสุดที่เป็นการอุทิศให้กับนักแข่งในตำนาน ผู้เป็นวีรบุรุษของชาวบราซิลอย่าง “ไอร์ตัน เซนน่า” (Ayrton Senna) ผู้ซึ่งควบรถแข่งสูตรหนึ่งของแมคลาเรน คว้าแชมป์โลกรถแข่งสูตรหนึ่งถึง 3 สมัย
        
แมคลาเรน เซนน่า ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นต้นแบบและยังไม่เปิดเผยข้อมูลมากนัก แต่เท่าที่เรารู้และเห็นก็คือ มันเป็นซูเปอร์แนว​“เรโทร” ที่มีกลิ่นอายของรถจากทศวรรษที่ 80 อย่างเฟอร์รารี เอฟ 40 สูงมาก เพราะในยุคสมัยที่รถซูเปอร์คาร์ในปัจจุบันต่างเบ่งแรงม้าและแรงบิดมหาศาลออกมาด้วยการใช้เทคนิค “ไฮบริด” ระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ดังที่จะเห็นได้จากตรีเอกนุภาพ ของซูเปอร์คาร์ยุคปัจจุบันอย่าง เฟอร์รารี ลาเฟอร์รารี ปอร์์เช่ 918 และ แมคลาเรน พี1 ที่ล้วนแล้วแต่มีแรงม้าระดับ 900 แรงม้ากันทั้งสิ้น แต่ แมคลาเรน เซนน่า กลับสวนกระแสด้วยการเลือกใช้เครื่องยนต์วี8 ความจุ 4 ลิตร เทอร์โบคู่ โดยไม่มีการพ่วงต่อกับมอเตอร์ไฟฟ้าใด ๆ สร้างกำลังได้ที่ 789 แรงม้า
        
อ่านดูแล้วเชื่อว่าต้องฉงนกับการที่เหตุใดรถรุ่นท็อปสุด และแพงที่สุดของพวกเขา(ราคาหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ) ถึงได้ตัดระบบไฮบริดออกไป อีกทั้งยังมีแรงม้าน้อยกว่า รถรุ่นพี1 ที่ถูกแทนที่ไป มันจะไม่เป็นการถอยหลังลงคลองหรือ?
        
คำตอบที่ได้ก็คือ แมคลาเรน เซนน่า จะมีสมรรถนะที่ดีเลิศแน่นอนจากการที่มันมีความเรียบง่ายของระบบต่าง ๆ ที่ทำให้มันมีน้ำหนักรวมเพียง 1,120 กิโลกรัม เรียกว่า บรรลุ “เคล็ดวิชาตัวเบา” เพราะมันเบากว่าแมคลาเรน พี1 รุ่นพี่ถึง 4 ร้อยกิโลกรัม และเบากว่า ลาเฟอร์รารี กว่า 130 กิโลกรัม และ เบากว่าปอร์เช่ 918 ถึงครึ่งตันทีเดียว!


        
เมื่อพิจารณาถึงการออกแบบของแมคลาเรน เซนน่า แล้วก็พบว่ามีเส้นสายออกแบบที่ฉีกแนวไปจากของแมคลาเรนรุ่นอื่น ๆ อย่างมาก แม้ว่าจะยังใช้ประตูสไตล์ปีกแมลง ที่สืบทอดมาจากรถซูเปอร์คาร์สามที่นั่งในตำนานรุ่น เอฟ 1 อยู่เหมือนอย่างเคย แต่เส้นสายและพื้นผิวตัวถังที่สลับซับซ้อน ที่ซ่อนช่องทางเดินอากาศไว้อย่างแยบยลอันเป็นเอกลักษณ์ของแมคลาเรนในยุคร่วมสมัยนั้นหายไป เส้นสายของ แมคลาเรน เซนน่า นั้นไม่มีลีลาสวิงสวายใด ๆ องค์ประกอบต่าง ๆ ล้วนตรงไปตรงมามากกว่ารุ่นใด ๆ ของพวกเขา แต่ทั้งหมดนี้ก็คือ รูปทรงที่ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์สำหรับรถแข่งมากกว่ารถรุ่นใดก่อนหน้านี้ทั้งหมด เพราะรูปทรงทั้งหมดถูกออกแบบมาให้รถดูดหนึบติดกับถนนมากกว่ารถรุ่นใด ๆ ที่เคยผลิตขึ้นมานั่นเอง
        
และเมื่อเข้ามาในห้องโดยสารก็จะแปลกใจมากขึ้น แม้ว่าจะคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของการออกแบบบางอย่าง อาทิ การใช้จอภาพแบบสัมผัสทรงตั้ง และแผงหน้าปัดสไตล์มินิมอล และมีการย้ายสวิตซ์สำคัญบางอย่างขึ้นไปอยู่บนเพดานแทน อาทิ ปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ และสวิตซ์ปิดเปิดหน้าต่างรถ แต่ที่ประหลาดใจที่สุดเมื่อสัมผัสเข้ากับพวงมาลัย เพราะในยุคสมัยที่แม้แต่อีโคคาร์ ยังติดตั้งพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น มาให้ แต่ แมคลาเรน เซนน่า นั้นเป็น “พวงมาลัยเปล่า” มีเพียงแป้นกดแตร เรียกได้ว่า ถ้าพวงมาลัยเฟอร์รารียุคปัจจุบันคือ แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งสูตรหนึ่งของ ศตวรรษที่ 21 พวงมาลัยของ แมคลาเรน เซนน่า ก็คือแรงบันดาลใจจาก รถแข่งสูตรหนึ่งของไอร์ตัน เซนน่า ในยุคทศวรรษที่ 80 นั่นเอง
        
และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นลูกเล่นทางการออกแบบที่แหวกแนวก็คือ แถบสีดำบริเวณแผงประตู ซึ่งหากมองดี ๆ จะพบว่ามันเป็น “กระจกใส” เราเห็นการออกแบบในลักษณะนี้ในรถแนวคิดมาแล้วมากมาย แต่ แมคลาเรน เซนน่า คือรถที่กล้านำเอากระจกใสมาติดเข้ากับแผงประตูรถอย่างจริงจังเป็นคันแรก ประโยชน์ของมันนั้นนอกจากจะทำให้ภายในห้องโดยสารสไตล์รถแข่งดูปลอดโปร่งขึ้น อาจจะมีไว้อวดนาฬิกาข้อมือ ริชาร์ด มิลล์ เรือนงามของคุณที่ไม่ได้ไปยืมใครมา เวลาคุณนั่งเกาหัวเข่าตอนรถติดให้คนริมถนนได้อิจฉาก็ได้ (เอกสิทธิ์ของรถพวงมาลัยซ้ายเท่านั้น)


        
ตั้งเป้าไว้ว่าจะผลิตออกมาเพียง 500 คัน และแม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลด้านสมรรถนะอย่างเต็มรูปแบบ เราไม่รู้เรื่องอัตราเร่งหรือความเร็วสูงสุดแต่อย่างใด แต่เชื่อไหมว่ารถรุ่นนี้ขายหมดไปเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้ว่ามีเศรษฐีไทยจับจองไปบ้างหรือไม่ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะรู้ก่อนจองไหมว่า รถคันนี้มีจุดเด่นที่อาจจะมาจากนิมิตของดวงวิญญาณของ ไอร์ตัน เซนน่า มากระซิบเคล็ดลับ “วิชาตัวเบา” ให้กับวิศวกรในระหว่างการออกแบบก็ได้ เพราะมันคือรถคันละหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐที่“ไม่มีแอร์”ติดมาด้วยนั่นเอง เรียกได้ว่า ร้อน (อย่าง) แรง อย่าบอกใครเชียวล่ะ.

————–
ภัทรกิติ์ โกมลกิติ

ที่มาของเนื้อหา : www.dailynews.co.th

Facebook Comments

Leave a Reply

Scroll to top